ล้อมวงกินข้าวในความมืดที่ Barefoot cafe คาเฟ่น่ารัก ณ เชียงใหม่

สำหรับเรา เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีร้านอร่อยซ่อนตัวอยู่เต็มไปหมด บ้างเป็นร้านอาหารท้องถิ่นหากินไม่ได้จากที่ไหน บ้างเป็นร้านอาหารที่ใส่ใจลงไปในทุกเมนู แต่มีแค่บางร้านที่หยิบเอาความพิเศษของวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอย่างใส่ใจ และเติมแต่งความสนุกลงไปผ่านกิจกรรมที่มีอาหารเป็นศูนย์กลาง​

Barefoot Cafe คือร้านนั้น

​ร้านคาเฟ่เล็กๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ที่ปลุกปั้นขึ้นจากสองมือของ เอิน-สาธิตา สลับแสง และ แบม-ธศศิน อินทะพันธุ์ ด้วยความตั้งใจอยากเชื่อมคนปลูก คนปรุง คนกิน เข้าด้วยกันผ่านอาหารจานอร่อย เป็นการสื่อสารถึงเรื่องอาหารในหลากหลายมิติ ผ่านรสชาติและบทสนทนาที่พ่อครัวแม่ครัวเต็มใจถ่ายทอดให้คนกินได้ฟังในบรรยากาศครัวเปิดของร้าน เป็นการสื่อสารเรียบง่ายงดงามเหมือนชื่อของร้านที่แปลว่าเท้าสัมผัสพื้นดิน

​“คอนเซปต์ในการทำร้านของเราก็ไม่ต่างจากชื่อร้าน คือไม่มีกำแพงกั้นระหว่างกัน เรารู้ว่ากำลังทำให้ใครกิน พอเราเลือกวัตถุดิบดีๆ จากแหล่งที่รู้จักกัน คนปลูกเขาก็รู้ว่ากำลังผลิตอาหารให้กับใคร คนกินก็รู้ว่าอาหารที่เขากินมาจากไหน พอทุกคนเชื่อมกันได้ ประเด็นอื่นๆ จากอาหารมันจะออกมาเอง ทั้งการเมือง ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่เขาจะได้รับจากบทสนทนาที่ต่อเนื่องมาจากความอร่อย”

​นอกจากความอร่อยในบรรยากาศสบายใจ อีกอย่างที่ทำให้เราสนใจอยากคุยกับแม่ครัวคือความสนุกที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นในร้าน ผ่านจานอาหารและกิจกรรมที่จัดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพื่อสื่อสารบางอย่างออกสู่สังคม

​Dine in the dark คือหนึ่งในกิจกรรมที่สะกิดใจเรา

​Dine in the dark คือกิจกรรมที่จัดให้คนมากินข้าวด้วยกันในความมืด หยิบจับของอร่อยใส่ปากกันแบบไม่รู้จักหน้าค่าตาของเมนูในจาน เป็นการออกแบบสถานการณ์จำลองการกินอาหารของผู้พิการทางสายตา ซึ่งเป็นประเด็นที่เอินรู้สึกว่าน่าสื่อสารให้คนทั่วไปได้เข้าใจ

​“กิจกรรมนี้จัดมาหลายครั้งแล้ว ครั้งแรกเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ตั้งแต่สมัยยังไม่มีร้าน Barefoot เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไปเช่าพื้นที่เขาจัดขึ้นมา (หัวเราะ)” เอินเล่าเรื่อยๆ ถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้กิจกรรมดำเนินต่อเนื่องมาถึง 3 ครั้ง และกำลังจะมีครั้งที่ 4 เกิดขึ้น เริ่มจากเมื่อเธอและแบมมีโอกาสใช้ชีวิตคลุกคลีกับเพื่อนผู้พิการทางสายตา จนพบแง่มุมการใช้ชีวิตของพวกเขาที่น่าสนใจ

“จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ต้องการความสงสาร ผู้พิการทางสายตาหลายคนเก่งมาก สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือโอกาสในการทำงานและสาธารณูปโภคที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของเขามากกว่า เลยเกิดคำถามว่าจะทำยังไงให้คนเข้าใจวิถีชีวิตของผู้พิการทางสายตา สุดท้ายก็พบว่าอาหารนี่แหละคือตัวกลางที่เวิร์กที่สุด”

​โดยกิจกรรม Dine in the dark รอบที่ผ่านมา เอินปรุงอาหารทุกจานอยู่ในคอนเซปต์อาหารท้องถิ่นและอาหารตามฤดูกาล และออกแบบบรรยากาศภายในร้านให้มืดสนิท ขณะมีแม่ครัวคอยเป็นผู้ดำเนินรายการ แนะนำการกินอาหารทุกจานอยู่ใกล้ๆ กัน “ทีมงานของร้านจะเป็นคนคอยบอกว่าซ้ายมือเป็นอะไร ขวาเป็นอะไร คุณจะจับไปเจออะไร แต่ไม่ได้บอกว่าอาหารในจานคืออะไร” เอินเล่าให้เราฟัง “อาหารแต่ละจานใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน และนำมาปรุงด้วยวิธีการใหม่ เป็นอาหารที่คนกินเดาไม่ได้ว่าคืออะไร แต่เป็นประสบการณ์ทางรสชาติที่ดีแน่นอน”

​อาหารที่ว่าไล่มาตั้งแต่พาสต้าตำมะเขือยาว ที่นำอาหารคนเมืองเหนืออย่างตำมะเขือยาวรสนัว มาคลุกเคล้ากับเส้นพาสต้าทรงโบว์โฮมเมด จนได้จานประทับใจคนกิน เพราะตื่นเต้นทั้งเรื่องรสชาติและฟอร์มของพาสต้าแบบใหม่ที่ไกลจากความเป็นเส้นแบบเดิมๆ “ส่วนของหวาน เราก็เอาคาราเมลน้ำอ้อยมาทำคล้ายๆ กับบานอฟฟี่ แต่ใช้กล้วยน้ำว้าสุกแทนกล้วยหอม แล้วก็มีเมนูที่ใช้น้ำพริกน้ำย้อยของจังหวัดแพร่ มาทำเป็นอาหารแม็กซิกัน เป็นรสชาติอันคุ้นเคย แต่ให้สัมผัสใหม่” เธอเล่าถึงบรรยากาศในกิจกรรมว่าอุดมด้วยความตื่นเต้นจากทั้งเมนูอาหารรสชาติแปลกใหม่ และการค่อยๆ ละเลียดหยิบอาหารกินในความมืด รวมถึงบทสนทนาระหว่างมื้อที่พ่อครัวแม่ครัวรับส่งกับผู้เข้าร่วมงานอย่างออกรส

​ในฐานะนักปรุง สิ่งสำคัญในอาหารหนึ่งจานคืออะไร เราถามเอิน

​“อาหารหนึ่งจานควรมีองค์ประกอบอะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าทำให้ใครกิน” เธอเกริ่น “ถ้าทำให้ผู้พิการทางสายตากิน หน้าตาอาหารอาจไม่ต้องสวยมาก แต่กลิ่นต้องชัด ผิวสัมผัสของอาหารต้องดี หรือถ้าคนป่วย การรับรสเขาอาจไม่ปกติ อาหารที่เหมาะคงเป็นอาหารรสไม่จัดมากและเน้นสารอาหารแทน แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนกิน ก็มีเป้าหมายเดียวกัน คืออาหารจานนั้นควรทำให้คนกินมีความสุข” เอินบอกแบบนั้น ก่อนเผยว่า Dine in the dark ครั้งต่อไปที่ใช้คอนเซ็ปต์ว่า Blind date ที่พิเศษตรงผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนจะไม่มีใครได้อาหารซ้ำกัน และไม่มีพ่อครัวแม่ครัวคอยแนะนำอยู่ใกล้ๆ อีกแล้ว

​“เราอยากทดลองว่ารสชาติจะพาให้เขาพบอะไร โดยไม่ต้องมีใครนำ และถามกันก็ไม่ได้ด้วยเพราะแต่ละจานไม่เหมือนกัน (หัวเราะ) น่าจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกดี” เธอทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

​ติดตามความเคลื่อนไหวของร้าน Barefoot cafe ได้ทาง: ​https://www.facebook.com/barefootcafechiangmai