เที่ยวกระบี่แบบกินดี อยู่ดี กับ Local Alike

หากพูดถึงกระบี่ภาพจำที่ใครหลายคนมีต่อที่นี่คงเป็นหาดทรายสะอาด น้ำทะเลสีสวย หรือความสวยงามของภูเขาและเกาะแก่งต่างๆ สมกับที่เป็นสวรรค์ของคนรักทะเลและเป็นมรดกของฝั่งอันดามันตามคำร่ำลือไม่มีผิดเพี้ยน แต่สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะเวียนกลับมาเยี่ยมเยียนกระบี่อีกครั้งอาจไม่ได้มีแค่ทะเลแหวกหรือแลนด์มาร์กเหมือนในหนังสือไกด์บุ๊กเท่านั้น กระบี่ยังมีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เก่าแก่และหลากหลาย ที่สำคัญคือยังมีพื้นที่สีเขียวที่แบ่งปันอากาศดีๆ ให้นักท่องเที่ยวได้หายใจอย่างเต็มปอด

ทริปท่องเที่ยววิถีชุมชนที่กระบี่โดย Local Alike ในครั้งนี้จึงไม่ได้มีดีแค่ทะเล แต่เหมาะสำหรับคนที่อยากเห็นกระบี่ในมุมใหม่และอยากเข้าใจความเป็นกระบี่ให้มากขึ้น เพราะเราจะพาไปตะลุยวิถีชุมชนอย่างจุใจ ไม่ว่าล่องเรือชมเขา เข้าถ้ำไปดูพระอาทิตย์ขึ้น นั่งเรือหัวโทงไปจับปลา หรือออนเซ็นในป่าก็มีโปรแกรมให้เลือกหลายสไตล์ ลืมภาพกระบี่ในแบบเก่าแล้วมาทำความรู้จักไปพร้อมๆ กับเราได้เลย

ใกล้ชิดชีวิตชาวเลที่เกาะกลาง
เราเริ่มต้นด้วยการนั่งเรือหัวโทงมาที่ ‘ชุมชนเกาะกลาง’ ชุมชนมุสลิมที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำกระบี่ ระยะทางห่างจากตัวเมืองไม่เท่าไรแต่บรรยากาศที่นี่เงียบสงบและผู้คนมีวิถีชีวิตเรียบง่าย ตลอดระยะทาง 11 กิโลเมตรรอบเกาะเราจะพบเรือประมงพื้นบ้านชุมนุมกันเป็นหย่อมๆ เพราะเป็นอาชีพหลักของคนที่นี่ ระหว่างล่องเรือถ้าถูกใจลำไหนก็เข้าไปซื้อหากุ้งหอยปูปลาได้ในราคาถูก

ระหว่างเส้นทางเดินเรือจะผ่าน ‘เขาขนาบน้ำ’ ภูเขา 2 ลูกที่ขนาบข้างกันตั้งตระง่านเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดกระบี่ ธรรมชาติที่นี่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ยังเห็นสีเขียวของป่าชายเลนห้อมล้อมไว้ทั้งเกาะ

พักจากกิจกรรมทางน้ำเราก็ขึ้นบกมาเยี่ยมชมชุมชนเกาะกลางกันต่อ สำหรับใครที่อยากใช้เวลาทำความรู้จักกับเกาะกลางมากขึ้น บ้านหลายหลังก็เปิดเป็นโฮสเทลขนาดน่ารักไว้ให้แวะพักใจ เราแวะจิบน้ำอัญชัญมะนาวหวานหอมชื่นใจกันที่ ‘คิดถึงคอทเทจ’ โฮลเทลเล็กๆ ที่ต้อนรับด้วยขนมไทยท้องถิ่นของปักษ์ใต้อย่างอบอุ่นจนพุงกาง ไม่ว่าจะเป็นขนมหัวล้าน ข้าวต้มลูกโยน ข้าวเหนียวสังขยา ข้าวต้มมัด ฯลฯ ขนมทุกอย่างได้รสชาติสูตรท้องถิ่นแท้ๆ วัตถุดิบทุกอย่างเป็นของสดจากธรรมชาติที่หาได้ใกล้ๆ ภายในชุมชน ที่สำคัญคือทำสดกันวันต่อวันไม่มีวัตถุกันเสีย กุ้งหอยปูปลาที่ได้มาสดๆ จากตอนล่องเรือก็เอามาทำกินที่โฮสเทลได้ ส่วนใครที่เป็นสายลุยจะออกทริปไปล่องเรือหาปลาหรือออกไปสักหอยกับชาวประมงด้วยตัวเองก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน

อิ่มท้องกันแล้วก็ไปลุยในชุมชนกันต่อ ที่นี่มีรถซาเล้งของชาวบ้านคอยให้บริการพาเที่ยวทั่วเกาะ กิจกรรมบนเกาะที่ห้ามพลาดคือ ดูภูมิปัญญาต่อเรือหัวโทงจำลองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ แต่มาภาคใต้ทั้งทีก็ต้องแวะไปลองทำผ้าปาเต๊ะและผ้าบาติกฝีมือตัวเองดูบ้าง หากมาช่วงเดือนมีนาคมถ้าโชคดีจะได้ดูว่าวแข่งและว่าวพื้นถิ่นนานาชนิดซึ่งมีปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น (กิจกรรมบางอย่างจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เพื่อไม่ให้ทริปผิดแผนอย่าลืมติดต่อมาก่อนนะ)

ตกหลุมรักวิวทะเล 180 องศาที่เขาสัก
มาถึงแหลมสักต้องเตรียมร่างกายไว้ให้อึด เพราะโปรแกรมท่องเที่ยวของที่นี่เริ่มต้นได้ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตก ใครที่อยากเก็บวิวทะเลให้จุใจต้องไม่พลาดล่องเรือหัวโทงไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาเขาค้อม ต่อด้วยล่องเรือไปชักภาพกับแลนด์มาร์กสำคัญที่เขาแฝด เขาเหล็กโคน และภาพเขียนสีโบราณอายุราว 3,000 ปีที่อยู่ในภูเขากลางทะเล

สัมผัสธรรมชาติเชิงนิเวศกันอย่างจุใจตลอดทางแล้วก็ทิ้งท้ายด้วยการไปคืนกล้วยไม้สู่ป่าที่ ‘อุทยานกล้วยไม้บ้านอ่าวน้ำ’ จบทริปกลางวันด้วยการเติมพลังกับ ‘ข้าวคลุกกะปิ’ แสนอร่อยที่ ‘ที่ทำการกลุ่มอนุรักษ์บ้านอ่าวน้ำ’ ความพิเศษของข้าวคลุกกะปิที่นี่รสชาติดีถึงขนาดที่คนไม่ชอบกระปิยังต้องตกหลุมรัก กลิ่นกะปิอ่อนๆ ที่ผัดกับข้าวร่วนๆ เข้ากันดีไม่มีที่ติ กุ้งแห้งตัวใหญ่ๆ ที่หาได้จากทะเลใกล้บ้าน ผสมผสานกับเครื่องเคียงสดใหม่ที่คัดคุณภาพมาอย่างดี ใครที่อดใจไม่ขอเพิ่มอีกจานถือว่าจิตใจเข้มแข็งมากทีเดียว

ที่แหลมสักขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติก เพราะที่นี่มองเห็นวิวทะเลได้แบบพาโนราม่าทั้ง 180 องศา ที่พักที่เราแนะนำในโปรแกรมนี้คือ ‘บุหลันอันดา’ รีสอร์ตสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่เห็นแล้วต้องกรี๊ดทั้งวิวและสไตล์การตกแต่ง ภายในบริเวณรีสอร์ตมีหาดส่วนตัว อีกทั้งยังตั้งอยู่ปลายสุดของแหลมสัก สามารถมองเห็นวิวอ่าวลึกได้อย่างเต็มตา

อีกหนึ่งเสน่ห์ของแหลมสักความหลากหลายของผู้คนจากหลากวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว มีทั้งชาวพุทธ ชาวจีน และชาวมุสลิม ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ตกเย็นถ้ามีเวลาออกไปเดินเล่นในชุมชนต้องไม่พลาด ‘3 แยกวัฒนธรรม’ มาถึงที่แล้วก็ต้องแวะขอพรที่ ‘ศาลเจ้าซกโป้ซี่เอี๋ย’ ศาสนาสถานของชาวจีนในแหลมสักที่บรรพบุรุษอัญเชิญรูปเคารพมาจากประเทศจีนตั้งแต่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน

ชมเมืองเพลินก็อย่าให้เกินเวลาพระอาทิตย์ตก ถ้าขึ้นไปสักการะ ‘พระบรมธาตุเจดีย์ วัดแหลมสัก’ ศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จะได้ของแถมเป็นวิวพาโนรามาที่หาที่ไหนไม่ได้ หากมองจากมุมนี้จะเห็นทะเลอ่าวลึกได้กว้างที่สุด เบื้องล่างจะเห็นชุมชาวมุสลิมที่ริมทะเลฝั่งตะวันตกตัดกับผืนน้ำไร้คลื่นที่ราบเรียบราวกับกำมะหยี่ เป็นวิวที่คุ้มค่ามากพอให้อยากกลับมากระบี่อีกครั้งจริงๆ

พักกายให้คลายเมื่อยที่น้ำพุร้อน คลองท่อม
หลังจากเที่ยวกันไปเต็มอิ่มร่างกายก็เริ่มอ่อนล้า เรามาเยียวยาร่างกายและปรับลมหายใจให้เป็นไปตามธรรมชาติกันที่ ‘วารีรักษ์ รีสอร์ท แอนด์ สปา’ รีสอร์ตหลังเล็กในป่าใหญ่ที่อยู่ใกล้กับน้ำพุร้อนคลองท่อม ที่นี่มีคอร์สสปาให้เลือกหลากหลาย และยังมีคอร์สนวดฝ่าเท้าก่อนนอนและฝึกบริหารลมหายใจที่มอบให้กับแขกที่เข้าพักทุกห้อง ส่วนแขกที่ไม่ได้เข้าพักที่นี่ก็สามารถเข้ามาใช้บริการสปาได้เช่นกัน

ไฮไลท์ของวารีรักษ์คือออนเซ็นเพื่อสุขภาพ ในบ่อน้ำร้อนกลางป่าท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว แต่ไม่ต้องเขินอายกันไปเพราะบ่อของที่นี่แช่กันแบบไทยๆ แค่ใส่ชุดที่ทางรีสอร์ตเตรียมไว้ให้ก็ถือว่าเป็นอันเรียบร้อย ใครที่ไม่เคยแช่ก็ไม่ต้องกังวลใจ เพราะมีพนักงานคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด ที่นี่เขามีความร้อนของน้ำให้เลือกถึง 3 ระดับ และเปิดให้บริการตลอดทั้งคืน แนะนำให้ตื่นมาแช่ออนเซ็นร้อนๆ ตอนเช้าตรู่ อากาศเย็นๆ กับน้ำอุ่นๆ ยิ่งทำให้รู้สึกฟินเป็นพิเศษ

ทำเอง กินเอง จนอิ่มพุงกางที่บ้านทุ่งหยีเพ็ง
โปรแกรมสุดท้ายก่อนกลับเรามาคืนความสุขให้กระเพาะของตัวเองอีกครั้งที่ ‘บ้านทุ่งหยีเพ็ง เกาะลันตาใหญ่’ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งชุมชนมุสลิมที่เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตร และมีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย ทั้งเดินป่าชมธรรมชาติป่าชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิตคนท้องถิ่น ล่องเรือหัวโทงชมป่าชายเลย หรือใครที่เป็นสายบู๊อยากจะลุยด้วยเรือคายัคที่นี่ก็มีไว้บริการเช่นกัน

แต่ละหมู่บ้านจะมีกิจกรรมเด่นแตกต่างกันไป โปรแกรมที่เราเลือกวันนี้คือการทำอาหารท้องถิ่นร่วมกับชาวบ้านที่นี่ รับรองว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคนไม่ถนัดทำอาหาร แต่ปริมาณเกินกว่ากระเพาะของเราจะรับไหว เพราะเมนูอาหารที่นี่เยอะและทำกินกันได้อย่างจุใจ วัตถุดิบทุกอย่างสดใหม่และเป็นของท้องถิ่นทั้งนั้น เรื่องรสชาติคงไม่ต้องอธิบายมาก ทำไปชิมไปจนต้องทำเสิร์ฟเพิ่มอีกหลายจาน

อิ่มกันพุงกางแล้วก็เอาแรงไปลงเรือกันต่อที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนบ้านทุ่งหยีเพ็ง ชมปูด้ามดาบหลากสีที่วิ่งลู่ลมอยู่เต็มชายฝั่ง ดับเครื่องยนต์แล้วล่องเรือช้าๆ ไปตามสายน้ำ รับฟังเสียงธรรมชาติท่ามกลางความสงบของป่า เป็นทริปปิดท้ายที่ช่วยรีเฟรชสมองก่อนกลับไปเผชิญชีวิตจริงได้ดีทีเดียว

 

รู้จัก Local Alike
โต้โผที่พาเราไปความรู้จักกับกระบี่อย่างใกล้ชิดในครั้งนี้คือ ‘Local Alike’ ธุรกิจเพื่อสังคมที่พัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สามารถให้คำปรึกษาตั้งแต่จัดโปรแกรมท่องเที่ยว  ติดต่อจองรถและจองที่พัก หรือติดต่อกับผู้ประสานงานกลางของแต่ละชุมชนอย่างครบวงจร

ถ้าอยากมาทดลองใช้ชีวิตกินดีอยู่ดีตามวิถีชุมชนกระบี่ สามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ www.localalike.com ได้เลย และพิเศษสำหรับผู้อ่าน greenery เรามีโค้ด Localgreenery เพื่อใช้เป็นส่วนลดพิเศษ ได้ทุกแพคเกจ 200 บาทต่อ 1 บุ้คกิ้ง (ขั้นต่ำ1,000บาท ขึ้นไป) ใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.- 15 ก.ค. 2560 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  0871452839, 0650964465 นะ