ไขความลับ ‘น้ำผึ้งเดือนห้า’ คุณค่าจากธรรมชาติ


น้ำผึ้งคืออาหารรสหวานจากธรรมชาติ โดยมีเจ้าผึ้งตัวน้อยเป็นผู้ผลิต และมนุษย์อย่างเราก็ไปฉวยมาดื่มกิน ทว่าภายใต้ของเหลวรสหวานซับซ้อนสีเหลืองอำพันนี้ มีหลากเรื่องราวอัดแน่นเต็มไปหมด ทั้งยังเชื่อมโยงกับการดำรงอยู่ของมนุษยชาติด้วย ว่าแล้วเราไปดื่มด่ำเรื่องราวหวานๆ ที่อาจเจือขมหน่อยๆ ของน้ำผึ้งเดือนห้าพร้อมกันเลย

กว่าจะเป็นน้ำผึ้ง

เริ่มจาก ผึ้งงานดูดน้ำต้อยหรือน้ำหวานจากดอกไม้ (ส่วนมากเป็นองค์ประกอบของน้ำตาลทราย sucrose) เมื่อน้ำหวานผ่านลำคอของตัวผึ้ง จะถูกน้ำย่อย (enzyme invertase) ในน้ำลายผึ้ง ย่อยให้เป็นน้ำตาลแปร (invert sugar) นั่นคือน้ำตาลองุ่น (dextrose) และฟรักโทส (fructose) แล้วจึงนำไปเก็บในถุงเก็บน้ำหวานในรังผึ้ง เพื่อใช้เป็นอาหารของผึ้งในรังและตัวอ่อนผึ้ง น้ำตาลแปร (invert sugar) เป็นน้ำตาลที่ไม่ตกผลึก เราจึงไม่ค่อยเห็นน้ำผึ้งตกผลึก อย่างไรก็ ดีถ้าเก็บน้ำผึ้งไว้นานๆ ตัวน้ำตาลองุ่น (dextrose) ในน้ำผึ้งจะจับตัวและตกผลึกได้บ้าง        

ทำไม ‘น้ำผึ้ง’ ต้อง ‘เดือนห้า’

เดือนห้า หมายถึง ช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการนับเดือนของไทยตามปฏิทินจันทรคติ เป็นช่วงฤดูร้อน ซึ่งอากาศแห้งแล้งที่สุด

ความชื้นในชั้นบรรยากาศที่มีน้อย จะทำให้น้ำผึ้งในเดือนห้านี้ ไม่มีน้ำมาเจือปน น้ำผึ้งเดือนห้าจึงข้น หอม และมีความหวานกว่าน้ำผึ้งทุกๆ เดือน และเก็บไว้ใช้ได้นาน จัดเป็นน้ำผึ้งคุณภาพชั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ดี เดือนห้าแต่ละปี ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้สภาพอากาศแปรปรวน บางทีเดือนห้าเกิดมีฝนตกขึ้นมา ย่อมกระทบต่อคุณภาพของน้ำผึ้งเป็นแน่

น้ำผึ้งคุณภาพดีดูอย่างไร

น้ำผึ้งคุณภาพดี ต้องเป็นน้ำผึ้งแท้ ที่มีปริมาณน้ำเจือปนอยู่น้อยที่สุด วิธีสังเกตทำได้โดย รินน้ำผึ้งลงในภาชนะ หากน้ำผึ้งไหลเป็นสายลงไปพับกองรวมกันในภาชนะก่อนจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นถือว่าเป็นน้ำผึ้งชั้นดี

อีกวิธีคือทดลองหยดน้ำผึ้งลงในแก้วใส่น้ำที่อุณหภูมิของห้อง หยดน้ำผึ้งจะลงไปนอนที่ก้นแก้วโดยยังไม่ละลายทันที แล้วจึงค่อยๆ ละลาย แสดงว่าน้ำผึ้งนั้นมีความเข้มข้นดีมาก ถือว่าเป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี

น้ำผึ้งที่คั้นเก็บใหม่ๆ จะมีสีอ่อน กว่าน้ำผึ้งเก่าเก็บ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น น้ำผึ้งที่มาจากต่างแหล่ง จากต่างเกสรดอกไม้ ก็ให้สีที่เข้มและอ่อน รสและกลิ่น ที่แตกต่างกันไปด้วย

น้ำผึ้งเป็นยาไทย และยาจีน

ในหนังสือ คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์ ได้กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งเอาไว้ว่า

‘โบราณว่า น้ำผึ้งใหม่มีรสหวาน มีสรรพคุณบำรุงกำลัง แก้สะอึก แก้ไข้ตรีโทษ เป็นยาอายุวัฒนะ ใช้เป็นกระสายนำหรับเตรียมยาลูกกลอน’

นอกจากนี้ ตอนที่ฉันเรียนแพทย์แผนไทย จะมีวิชาปรุงเกลือเพื่อนำไปใช้ทำยา หนึ่งในนั้นเรียกว่า ‘เกลือพิก’ ได้จากการนำเกลือทะเลที่ผ่านการสตุ (ทำความสะอาดโดยผ่านความร้อน) แล้วไปเคี่ยวกับน้ำผึ้งให้แห้งงวด ก็จะได้เกลือสีน้ำตาล เรียก ‘เกลือพิก’ ซึ่งมีสรรพคุณระบุว่า ช่วยให้เสียงไพเราะ โดยวิธีใช้เกลือพิกบำรุงเสียงแบบง่ายๆ คือให้นำเกลือพิกเล็กน้อยมาบดละเอียด แล้วละลายน้ำมะนาวกับน้ำอุ่น แล้วจิบ

ขณะที่หนังสือ สารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ใช้บ่อยในประเทศ ได้ระบุสรรพคุณน้ำผึ้งไว้ว่า

‘น้ำผึ้ง รสหวาน ชุ่ม มีกลิ่นหอม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอด ม้ามและลำไส้ใหญ่ ใช้เป็นยาบำรุงธาตุทั้งห้า ทำให้อวัยวะภายในชุ่มชื้น แก้ปวด แก้พิษ ใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง ปวดกระเพาะ แก้ท้องผูก แก้ไอแห้ง จมูกอักเสบ ปากเป็นแผล แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ถอนยาพิษ และใช้เป้นตัวปรุงรสในยาหลายชนิด เพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น’

ทั้งยังระบุข้อมูลทางเภสัชวิทยาอีกว่า นำน้ำผึ้งทาบริเวณแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลจะแห้งเร็วขึ้น ช่วยให้ผิวหนังสร้างเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น น้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้ชุ่มคอ ขับเสมหะ แก้อาการไอแห้ง โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อการใช้คือ หากจะรับประทานโดยตรง ไม่ควรเกินครั้งละ 10-35 กรัม ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาของโรงพยาบาลรามาธิบดี เคยทำการศึกษาในประเด็นดังกล่าว พบว่าน้ำผึ้งช่วยสมานแผลได้ผลดี แต่ต้องใช้วิธีอื่นในการรักษาเข้ามาร่วมด้วย และต้องนำน้ำผึ้งไปผ่านการฆ่าเชื้อก่อนนำไปใช้

กินน้ำผึ้งเขาว่าไม่อ้วน จริงหรือ?

ในน้ำผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลแปร ทั้งน้ำตาลองุ่น และฟรักโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ปริมาณอยู่ที่ร้อยละ 50-90 และมีน้ำตาลทรายซูโครส ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ร้อยละ 0.1-10 นอกจากนั้นในน้ำผึ้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุ อาทิ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี แร่เหล็ก แม็กนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม และกำมะถัน เป็นต้น

ด้วยการที่องค์ประกอบของน้ำผึ้งส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่างเช่นน้ำตาลฟรักโทส จึงทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย นักกีฬาที่ออกกำลังกายเหนื่อยๆ หากรับประทานน้ำผึ้งก็จะรู้สึกสดชื่นขึ้นได้

น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 20 กรัม) จะให้พลังงานกับร่างกาย 60 กิโลแคลอรี ดังนั้นประเด็นเรื่องกินน้ำผึ้งแล้วไม่อ้วนนั้นไม่เป็นความจริง

เพราะหากรับประทานน้ำผึ้งมากๆ แต่ขาดการออกกำลังกายเผาผลาญ น้ำผึ้งก็สามารถทำให้คุณอ้วนขึ้นได้เช่นกัน โดยปริมาณการบริโภคน้ำผึ้งที่เหมาะสมสำหรับบุคคลทั่วไปคือ ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน และเด็กไม่ควรบริโภคเกิน 4 ช้อนชาต่อวัน

ว่าแต่ …ใครไม่ควรกินน้ำผึ้ง

• ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง เพราะน้ำตาลฟรุกโตส ส่งผลต่อระดับไขมันและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดได้ ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ที่ทำหน้าที่จัดการน้ำตาล ซึ่งปกติแล้วผู้ป่วยเบาหวานเองก็มีความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงควรปรึกษาโภชนากรหรือแพทย์ หากต้องการบริโภคน้ำผึ้ง

• เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ และสตรีมีครรภ์ เพราะในน้ำผึ้งอาจมีสปอร์ของเชื้อคลอสตริเดียมโบทูลินัมปนเปื้อน และไปเจริญในระบบทางเดินอาหารของเด็ก ทำให้เกิดสารพิษถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต หรือโรคผิดปกติในระบบประสาทเฉียบพลันจากการรับพิษ Botulinum toxin

• ผู้ที่มีสภาวะท้องเสียง่าย เพราะน้ำผึ้งมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ  

• ผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้ เพราะน้ำผึ้งได้มาจากน้ำหวานจากเกสรดอกไม้

และอีกข้อควรระวังที่ต้องเตือนคือ หากต้องการบริโภคน้ำผึ้ง ควรมั่นใจแหล่งที่มาของดอกไม้ที่ผึ้งไปเก็บน้ำหวานว่าเป็นดอกไม้ชนิดใด เพราะหากผึ้งไปเก็บน้ำหวานจากดอกไม้ที่มีพิษ ก็จะทำให้น้ำผึ้งนั้นมีพิษได้

 เล่าถึง ‘น้ำผึ้งปลอม’ จากแม่ค้ากลับใจ

แหล่งข่าวคนนี้เป็นแม่ค้าน้ำผึ้งปลอมกลับใจ ที่เล่าถึงกรรมวิธีปลอมน้ำผึ้งที่เคยทำขายมาเมื่อ 20 ปีก่อน ให้เราฟังว่า

“น้ำผึ้งปลอมทำจากแบะแซเคี่ยวผสมกับน้ำตาลทรายเป็นหลัก และเพื่อให้น้ำผึ้งที่ได้มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้งจริง ก็จะใส่น้ำผึ้งแท้ส่วนหนึ่งลงเคี่ยวไปด้วย พร้อมด้วย ‘ขี้ม้วน’ ซึ่งก็คือไขผึ้งที่ติดอยู่กับไม้ที่หัวรังผึ้งยึดติดอยู่ ลงไปเคี่ยวรวมกัน ตัวขี้ม้วนนี้จะมีกลิ่นหอมของผึ้งมาก ทำให้น้ำผึ้งปลอมที่ได้มีกลิ่นเหมือนอย่างน้ำผึ้ง แล้วก็แต่งสีด้วยสีผสมอาหาร ถ้าอยากได้สีเหมือนน้ำผึ้งเดือนห้า ก็ใส่สีเหลืองเข้มสักหน่อย ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน ก็แต่งให้เป็นสีเหลืองอ่อนๆ

“ส่วนเรื่องน้ำผึ้งแท้น้ำผึ้งปลอมนั้นดูยากนะ ที่ว่าเอาไปหยดลงกระดาษทิชชู่แล้วน้ำผึ้งแท้จะไม่ซึมลง หรือบางคนบอกว่าเอาไม้ขีดไปจุ่มแล้วมาจุดดู ถ้าติดไฟแสดงว่าเป็นของแท้ แต่คนที่ทำน้ำผึ้งปลอมเก่งๆ ก็ทำให้ขีดไฟติดได้เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งเดียวที่พอจะช่วยได้คือการชิม เพราะรสหวานของน้ำผึ้งจะซับซ้อนกว่ารสหวานจากน้ำตาล” แม่ค้าน้ำผึ้งปลอมกลับใจกล่าว

ขณะที่คุณเบนซ์ เจ้าของแบรนด์ ‘น้ำผึ้งบำรุงสุข’ แห่งเพจบำรุงสุขฟาร์ม ก็ให้ข้อมูลตรงกันว่า รายละเอียดต่างๆ ทั้งความข้นหนืด การซึมกระดาษ การจุ่มไม้ขีดแล้วมาจุดไฟติด คนที่ทำน้ำผึ้งปลอมเก่งๆ สามารถปลอมได้เหมือนกันทั้งหมด แต่สิ่งที่หลอกกันไม่ได้คือเรื่องของรสชาติ เพราะน้ำผึ้งแท้จะมีรสชาติและกลิ่นที่ซับซ้อนกว่า ขณะที่น้ำผึ้งปลอมรสชาติจะแบน ไร้มิติ ซึ่งเรื่องการชิมน้ำผึ้งแท้ปลอมนี้ ต้องอาศัยประสบการณ์

ในด้านของสุขภาพ น้ำผึ้งปลอมไม่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่งยวด เพราะแบะแซนั้นเป็นสารให้ความหวานเหมือนน้ำตาล แต่มีความหวานกว่าน้ำตาลถึง 6 เท่า

ซึ่งหากรับประทานแล้วไม่ออกกำลังกายเผาผลาญ จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังเช่นเดียวกันกับโทษจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

วิกฤตการล่มสลายของอาณาจักรผึ้งและมนุษย์

สมัยที่ฉันเรียนวิชาเภสัชกรรมแผนไทย มีคลาสหนึ่งที่ว่าถึงเรื่องของน้ำผึ้ง ซึ่งอาจารย์ที่สอนให้ข้อมูลที่น่าสนใจมากคือ

“ทุกวันนี้การเลี้ยงผึ้งเพื่อผลิตน้ำผึ้งคือ เขาจะเคี่ยวน้ำหวานจากน้ำตาลมาวางไว้ใกล้ๆ รังผึ้ง เพื่อให้ผึ้งมาเก็บน้ำหวานจากน้ำเชื่อมนั้นไปผลิตเป็นน้ำผึ้ง เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีดอกไม้เพียงพอต่อการเก็บน้ำหวานของผึ้ง”

สะท้อนให้เห็นความบิดเบี้ยวของวงจรชีวิตผึ้งเมื่อมนุษย์ทำให้น้ำผึ้งกลายเป็นสินค้า และยังสะท้อนว่า ที่มนุษย์ต้องทำเช่นนั้น ก็เพราะสิ่งแวดล้อมไม่มีดอกไม้ให้ผึ้งเก็บน้ำหวานได้เพียงพออีกต่อไป กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า ต่อไปผึ้งคือแมลงที่กำลังจะสูญพันธุ์ และนั่นจะกลายเป็นหัวลูกศรหมุนย้อนมายังการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์อีกด้วย เช่นที่อัจฉริยะอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า “If the bee disappeared off the surface of the globe then man would only have four years of life left “

“ถ้าผึ้งสูญพันธุ์ไปจากโลก มนุษย์ก็อยู่ต่อไปได้อีกแค่สี่ปีเท่านั้น”

ปัจจัยที่ทำให้ผึ้งเสี่ยงสูญพันธุ์คือ สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษมากขึ้น พืชเต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาไฟแรงสูง รวมไปถึงเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นจากความวิปริตแปรปรวนของสิ่งแวดล้อมที่พังเพโดยฝีมือมนุษย์ซึ่งเข้าทำลายฝูงผึ้งโดยตรง ทำให้ผึ้งตายยกรัง

เมื่อผึ้งดำรงอยู่ไม่ได้ พืชหลายๆ ชนิดที่ต้องการผึ้งมาช่วยผสมเกสรเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ก็อาจจะสูญพันธุ์ตามไปด้วย และถ้าบังเอิญว่าพืชพรรณเหล่านั้นคืออาหารของมนุษย์ล่ะ ไล่มาถึงตรงนี้ คุณคงถึงบางอ้อแล้ว ถ้ายังไม่อ้อ จะขอยกข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ร้อยละ 75 ของต้นไม้และพืชอาหาร จำเป็นต้องอาศัยผึ้งและแมลงผสมเกสร ดังนั้น เมื่อไร้ผึ้ง ก็ไร้พืชอาหาร สัตว์และมนุษย์ก็ไม่มีอาหารที่จะดำรงอยู่ได้อีกต่อไป

มาช่วยสร้างอาหารให้ผึ้งกันเถอะ

มีเรื่องน่าชื่นชมเกี่ยวกับการพยายามช่วยให้ผึ้งดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดีมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นจาก โนอา วิลสัน-ริช นักนิเวศวิทยาและนักภูมิคุ้มกันวิทยาสำหรับผึ้ง ที่ได้สร้างคอมมูนิตี้ร่วมกับชาวเมืองเคปค้อด โพรวินซ์ ทาวน์ ทางตะวันออกสุดของรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มเปิดพื้นที่ให้ผึ้งมาอาศัยอยู่ในบ้าน สนามกีฬาที่ไม่ได้ใช้งาน ทั้งยังทดลองทำวัคซีนสำหรับผึ้ง ซึ่งผลิตจากโพรไบโอติกส์ เพื่อช่วยให้ผึ้งทนทานต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

ต่อมาโครงการดังกล่าวขยายออกไปอีก 9 รัฐ ในสหรัฐอเมริกา และเริ่มระดมทุนเพื่อพัฒนาโปรเจคงานวิจัยเกี่ยวกับผึ้ง ก่อเกิดอาชีพ ‘นักดูแลผึ้ง’ ขึ้นมาเพื่อขยายความรู้เกี่ยวกับการดูแลผึ้ง

โดยผลงานวิจัยที่ออกมาพบว่า ผึ้งในเขตเมืองกลับมีอายุยืนกว่าผึ้งในชนบท เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะในเมืองมีดอกไม้ที่หลากหลายกว่าในชนบท โดยความหลากหลายที่ว่านี้ นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบจากดีเอ็นเอของดอกไม้ในน้ำผึ้งเปรียบเทียบกันระหว่างน้ำผึ้งเมืองและน้ำผึ้งชนบท และตรวจได้ลึกซึ้งถึงขั้นระบุชัดว่า ผึ้งแต่ละพื้นที่จะชอบดอกไม้ชนิดไหนมากที่สุด แล้วนำผลที่ได้ไปออกแบบจัดระเบียบผังเมืองเพื่อปลูกดอกไม้ชนิดนั้นๆ ให้มากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งอาหารที่สอดคล้องต่อความต้องการของผึ้ง นับว่าเรื่องราวนี้สุดยอดจริงๆ

ส่วนเมืองไทยที่ยังไม่ได้มีวิจัยอะไรขนาดนั้น เราท่านอาจมีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยกู้วิกฤตให้กับพวกผึ้ง นั่นก็คือ หันมาสร้างแหล่งอาหารให้กับผึ้ง เช่น แบ่งพื้นที่ของบ้าน หรือระเบียงห้อง ปลูกดอกไม้เอาไว้เพื่อให้ผึ้งมาเก็บน้ำหวานได้ แล้วก็ทำควบคู่ไปกับการเลือกส่งเสริมและบริโภคสินค้าภาคการเกษตรที่ปลูกในระบบอินทรีย์ เพื่อเป็นการลดบทบาทของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อสิ่งแวดล้อมดีมีอาหารที่ปลอดภัย ทั้งผึ้งทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ดำรงอยู่ได้อย่างเป็นสุข ตรรกะที่กล่าวมาสอดคล้องกันและฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ง่ายหรือยากไม่ได้อยู่ที่การเทียบเคียงค่าสมการสองข้างระหว่างเครื่องหมายเท่ากับ ทว่ามันอยู่ที่เราต้องลงมือทำอย่างจริงจังจึงจะบังเกิดผลสำเร็จได้ โปรดท่องไว้ให้ขึ้นใจว่า ไม่มีก็ไม่มีผึ้ง ก็ไม่มีมนุษย์เช่นกัน ฉะนั้น อย่าลืม! #SaveBees

ขอบคุณ
แม่ค้าน้ำผึ้งปลอมกลับใจ ที่ให้ข้อมูลเรื่องวิธีทำน้ำผึ้งปลอม ซึ่งเธอไม่ยอมเปิดเผยชื่อ
คุณวีรวิชญ์ อินทร์ประยงค์ เอื้อเฟื้อข้อมูลเรื่อง วิธีสังเกตน้ำผึ้งแท้

เอกสารอ้างอิง
หนังสือ ‘คำอธิบาย ตำราพระโอสถพระนารายณ์’ โดย ชยันต์ พิเชียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต และวิเชียร จีรวงส์
หนังสือ ‘สารานุกรม สมุนไพร ไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย’ โดย วิทยา บุญวรพัฒน์
หนังสือ ‘อาหารเครื่องยาจีน หลักโภชนาการพร้อมสูตรอาหารอายุวัฒนะ’ โดย รีดเดอร์ส ไดเจสท์
บทความ ‘ปลูกดอกไม้ให้ ‘ผึ้ง’ ก่อนมนุษย์จะไร้ที่พึ่ง’ โดย วิภาวี เธียรลีลา www.bangkokbiznew.com
บทความ ‘น้ำผึ้ง รักษาเบาหวาน?’ www.matichon.co.th/lifestyle
บทความ ‘กินน้ำผึ้งปลอม เสี่ยงสารพัดโรคเรื้อรัง’ โดย Prawpan Suriwong www.thaihealth.or.th


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *