Get Growing Community Farm ห้องเรียนธรรมชาติที่เปิดให้เช่าพื้นที่ปลูกผักและเลี้ยงไก่อารมณ์ดี


สำหรับใครหลายๆ คน ห้องเรียนในนิยามของพวกเขาอาจเป็นพื้นสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก พร้อมโต๊ะเก้าอี้เรียงราย และความรู้ผ่านบทเรียนจากหนังสือที่ตั้งตรงหน้า

แต่ห้องเรียนในนิยามของ Get Growing Community Farm ฟาร์มกลางเมืองแห่งใหม่บริเวณคุ้งบางกะเจ้า ปอดของกรุงเทพฯ นี้ คือพื้นหญ้าสีเขียว ม้าไม้ขนาดมหึมา แผลถลอกจากการวิ่งเล่น และมือน้อยๆ ที่เปรอะเปื้อนเศษดิน

“ก่อนหน้านี้ผมมีฟาร์มอยู่แล้วที่เขาใหญ่ เป็นฟาร์มม้าชื่อฟาร์มหมอปอ เราเน้นให้เด็กๆ ได้มาวิ่งเล่น มาเรียนรู้กับธรรมชาติ  พอทำแล้วเริ่มเห็นว่ามันมีประโยชน์ เลยคิดว่าน่าจะขยายให้ที่แบบนี้ไปอยู่ในแหล่งที่คนเดินทางมาได้ง่ายๆ บ้าง ผมเลยลองมาเปิดที่บางกะเจ้าดู” หมอปอ-รศ.นพ.นพดล สโรบล เจ้าของ Get Growing Community Farm เล่าถึงที่มาที่ไปของฟาร์มกลางเมืองแห่งนี้ให้เราฟัง

Get Growing Community Farm เริ่มเปิดให้บริการในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีหัวใจสำคัญคือการเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมแนวใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว ไปพร้อมกับการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติในแบบสนุกๆ เหมือนอยู่ในสนามเด็กเล่นขนาดยักษ์ที่เล่นได้ทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น โดยเสียค่าผ่านประตูสำหรับวันธรรมดาอยู่ที่ 550 บาท และในวันหยุด 650 บาท ดังนั้นเด็กๆ ทุกคนจึงสามารถทำกิจกรรมปีนต้นไม้สูงได้ตามใจ ลงเล่นลุยโคลนได้ตามชอบ หรือจะตีลังกาโลดโผนทั้งวันก็ไม่มีใครว่า

“Children must take rist คือคอนเซ็ปต์ของเราที่หยิบการเรียนรู้แบบต่างประเทศมาใช้ ดังนั้นมันเลยไม่เหมือนกับสนามเด็กเล่นที่อื่น ที่จะปูยางมะตอยเพื่อลดอุบัติเหตุ เราคิดว่าเด็กๆ ควรได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ หน้าที่ของเขาคือการประเมินว่าตนเองจะสามารถทำมันได้ไหม”

“เช่น ถ้าปีนต้นไม้ต้นนี้ขึ้นไปจะตกลงมาไหม หรือถ้าปีนเชือกเส้นนี้จะตกน้ำหรือเปล่า ซึ่งการรู้จักประเมินความเสี่ยงนั้นสำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ได้เมื่อโตขึ้น

“อีกอย่างคือเราอยากให้พวกเขาใกล้ชิดกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุดเมื่อมาถึง เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่มาเป็นคนเมือง และมักถูกเลี้ยงมาให้เดินห้างหรือเล่นไอแพดอยู่บ้านมากกว่า แต่พอเขามาที่นี่เขาจะได้รู้จักกับต้นไม้ต่างๆ ได้รู้ว่าต้นไม้แต่ละชนิดคืออะไร มีประโยชน์ยังไง และต้นไม้เหล่านี้เป็นเพื่อนของเขา”

ดังนั้นนอกจากการพาเด็กๆ ปีนเชือกข้ามบ่อน้ำ พิชิตม้าไม้ตัวโตขนาด 12 เมตร หรือการเล่นซิปไลน์แบบใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ แล้ว ฟาร์มขนาดยักษ์แห่งนี้ยังเป็นห้องเรียนธรรมชาติสำหรับเรียนรู้เรื่องอาหารออร์แกนิกแบบสนุกๆ ด้วยการเปิดเช่าแปลงผักและไก่ไข่ ให้เราได้เป็นเกษตรกรคนเมืองกันทั้งครอบครัว

“ปัญหาที่เราเห็นอีกอย่างคือ คนเมืองส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่มากพอจะปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์ในบ้าน ดังนั้นเราจึงอยากมีที่ให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ลองมาทำอะไรเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยหลักการคือพวกเขาจะต้องเรียนรู้การทำสิ่งเหล่านี้เองทุกขั้นตอน และต้องไม่ใช้สารเคมีในทุกกระบวนการ” 

ครอบครัวที่มาเยือนจึงสามารถเลือกเมล็ดพันธุ์ได้ตามชอบเพื่อมาเช่าพื้นที่ปลูกผักในราคา 80 บาท/ตารางเมตร/เดือน เมื่อหว่านเมล็ดและพรวนดินกันเสร็จสรรพในวันหยุด (เขามีปุ๋ยขี้ม้าคอยให้บริการด้วย) ทางฟาร์มก็จะรับช่วงต่อคอยรดน้ำให้ในวันธรรมดา เพื่อรอวันที่เราจะกลับมาดูแลใส่ปุ๋ย พรวนดินเจ้าต้นอ่อนเหล่านี้ให้เติบโตในวันหยุดครั้งถัดไป 

ส่วนไก่ไข่ หมอปอเขาก็ได้ไอเดียมาจากฟาร์มในต่างประเทศ ที่ให้ครอบครัวที่สนใจมาเช่าแม่ไก่เลี้ยงปล่อย แล้วรับไข่ไก่คุณภาพดีกลับบ้านไปทานถึง 240 ฟอง/ปี เมื่อครบสัญญาเช่าก็ยังสามารถเอาแม่ไก่กลับไปเลี้ยงต่อด้วยก็ได้ เพราะทางฟาร์มจะทำแท็กป้ายชื่อติดที่ตัวแม่ไก่ให้เรียบร้อย แถมในวันหยุดเราก็ยังสามารถแวะมาเยี่ยม มาเก็บไข่หรือมาให้อาหารเหล่าแม่ไก่ได้ด้วยเช่นกัน

“สิ่งที่คุณให้ลูกๆ ไป คือการทำให้พวกเขาได้รู้จักกับการเป็นเจ้าของ ในอนาคตเขา เขาจะได้เรียนรู้การเอาใจใส่ รู้จักกับการเลือกของดีให้ตัวเองและรู้จักดูแลสิ่งอื่นๆ ที่อาจมีค่ามากกว่านี้ นอกเหนือจากนั้นเขาก็จะได้ความภูมิใจติดตัวไปด้วย ว่าอาหารที่เขากินคือสิ่งที่เขาเฝ้าดูแลมันมาด้วยตัวเอง”

มากไปกว่าการได้รู้จักกับธรรมชาติในมุมมองใหม่ๆ ที่เด็กเมืองส่วนใหญ่อาจไม่เคยเห็น เด็กๆ ทั้งหลายยังจะได้พัฒนาศักยภาพภายในของตัวเองอย่างรอบด้านเมื่อมาเยือนฟาร์มกลางเมืองแห่งนี้

“ทุกๆ อย่างที่เราคิดขึ้นมาล้วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเด็กๆ ทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจ ทางด้านร่างกาย กล้ามเนื้อของพวกเขาจะเจริญเติบโตได้ดี แข็งแรงกว่าเด็กวัยเดียวกันที่ไม่ได้ออกไปไหน ส่วนด้านจิตใจ เขาจะได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เมื่อเล่นด้วยกันเขาก็จะเรียนรู้เรื่องมิตรภาพ เรื่องความสามัคคี และเขาจะได้เห็นความสำคัญของธรรมชาติ

 “การวิจัยจากอเมริกายังบอกด้วยว่า การที่เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากๆ จะช่วยให้เด็กๆ มีสมาธิมากขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น หรือการได้เลี้ยงสัตว์และปลูกผักเป็นของตัวเองก็มีส่วนสำคัญมากๆ ในการเพิ่มภูมิร่างกายของเด็กออทิสติก แล้วยังช่วยเพิ่มความรับผิดชอบให้เด็กๆ ด้วย เห็นไหม มันมีแต่บวกกับบวก” หมอปอปิดท้าย

ภาพถ่าย: Get Growing Community Farm


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *