ความสุกของมะม่วง: เทียบสีความสุกของมะม่วงน้ำดอกไม้

มีวิตามินเอ วิตามินซีสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ และเบตาแคโรทีน ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส บำรุงสายตา ปรับสมดุลภายใน แก้ร้อนใน เป็นยาระบาย ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด และมะเร็งผิวหนัง คือสรรพคุณยาวเหยียดของมะม่วง

และในบรรดามะม่วงสายพันธุ์หลากหลาย มะม่วงน้ำดอกไม้คือมะม่วงยอดฮิตเพราะเป็นพันธุ์เศรษฐกิจขายดิบขายดี แม้จะโดดเด่นในฐานะมะม่วงสุกกินคู่กับข้าวเหนียวมูน (ที่ต้องระวังแคลลอรีพุ่งกันหน่อยนะ) แต่เราก็สามารถเลือกอร่อยได้ในทุกช่วงของมันตั้งแต่ดิบยันงอม เราจึงมีวิธีง่ายๆ ให้มือใหม่เป็นไกด์ในการเลือกซื้อมะม่วงกินเอง และตามหาความสุกของมะม่วงที่ต้องการกันเถอะ

ดิบ: ผิวสีเขียวเข้ม ถ้าแก่จัดมีนวลเคลือบเหมือนทาแป้ง เนื้อแข็งเต่งตึง ดีดแล้วดังแปลว่ายังสดกรอบ รสเปรี้ยวจี๊ด แต่ถ้าเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้มัน ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างน้ำดอกไม้กับเขียวเสวย จะมีรสมันอมเปรี้ยวนิดๆ

สุกๆ ดิบๆ : ผิวสีเขียวอมเหลืองอ่อนๆ ขั้วยังเขียว ปลายลูกเริ่มอมเหลือง ปอกเปลือกแล้วได้เนื้อขาวอมเหลือง นิ่มนิดๆ แต่ไม่เละ รสอมเปรี้ยวปลายลิ้น กินเปล่าๆ หรือจิ้มพริกกะเกลือก็ได้

สุก: ผิวสีเหลืองเข้มเต่งตึง มีนวลเคลือบ ปลายลูกเหลืองเข้มกว่าเล็กน้อย ขั้วแก่จัดเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ดมตรงขั้วจะได้กลิ่นหอมหวาน (ถ้าบ่มแก๊สจะได้กลิ่นแก๊สบางๆ โชยมา) ปอกแล้วได้เนื้อสีเหลืองทอง หวานฉ่ำ กินคู่กับข้าวเหนียวมะม่วง

งอม: ผิวเหลืองจัด เหี่ยว มีกระดำๆ  เนื้อเละ รสหวานจัดแต่ไม่อร่อยแล้ว รีบเอาไปกวนเป็นแยมหรือปั่นสมูธตี้รวมกับผลไม้รสเปรี้ยวอื่นๆ ก่อนจะเน่าอดกิน

ภาพถ่ายโดย มณีนุช บุญเรือง
ภาพประกอบโดย รุ่งนภา คาน