Daily Table ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เปลี่ยนของเหลือให้เป็นของหรู

ก่อนจะเล่าเรื่องซูเปอร์มาร์เก็ต อยากถามคนอ่านก่อนว่า เคยสงสัยไหมคะว่าฉลากวันที่บนอาหารบอกอะไรเราบ้าง? ถ้าเลยวันหมดอายุไปแล้วจะยังพอกินได้อยู่ไหม? หรือถ้าหมดวันนี้ หมายถึงตอนเช้า ตอนเย็น หรือก่อนเที่ยงคืน? เราเป็นคนหนึ่งที่มีคำถามพวกนี้บ่อยๆ ยิ่งพอมาเรียนต่อที่นิวยอร์ก ฉลากของที่นี่ไม่ได้มีแค่วันหมดอายุ แต่มีทั้งคำว่า Sell by date และ Best before งงกว่าเดิมเลยทีนี้

พอเริ่มศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าฉลากวันที่พวกนี้ดูถึงได้รู้ว่า มันไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างเราเลย (อ้าว) และไม่มีกฎหมายบังคับ หรือมาตรฐานควบคุมในการแปะฉลากวันที่อีกด้วย (อ้าว) แล้วมันมีไว้ทำไมกัน

ฉลากและความฉลาดของการตลาด

ฉลากวันที่ถูกสร้างขึ้นเพราะเหตุผลทางการตลาด เพื่อบอกผู้บริโภคว่าสินค้านี้สดใหม่นะจ๊ะ ลองนึกภาพตามง่ายๆ เช่น เวลาเราไปซื้อนม เราก็มักจะเลือกวันที่ไกลจากวันซื้อที่สุด เพราะเชื่อว่ามันคือของล็อตใหม่และอยู่ได้นานที่สุด ใช่ไหมล่ะ

แต่ความจริงแล้ววันที่เหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะไม่สามารถกินได้เมื่อพ้นวันนั้นไปแล้ว เพราะปัจจัยหลักคือการเก็บรักษา อาหารส่วนใหญ่จะยังกินได้หลังจากวันที่ระบุบนฉลาก 2-3 วัน หรือเนื้อสัตว์ถ้าเก็บในช่องแช่แข็งก็สามารถอยู่ได้อีกเป็นสัปดาห์ ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ถึงแม้ว่าอาหารเหล่านั้นจะถูกแปะป้ายให้สั้นกว่าอายุจริงแล้ว ระยะเวลาการได้อยู่บนเชลฟ์ยังสั้นกว่านั้นไปอีก จากการสัมภาษณ์ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในนิวยอร์ก พบว่าสินค้าจะถูกเก็บออกจากเชลฟ์สองถึงสามวันก่อนถึงวันที่บนฉลาก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผลิตภัณฑ์ล็อตใหม่ๆ มาเอาใจผู้บริโภค

เพราะอยากมีเชลฟ์สวยงามและมีตัวเลือกสดใหม่ให้ผู้บริโภคเสมอ ทำให้ในแต่ละวันซูเปอร์มาร์เก็ตต้องกำจัดสินค้าจำนวนมาก ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ใกล้วันที่บนฉลาก ผักผลไม้ที่ไม่สวย มีรอยช้ำ หรือสินค้าเกินในสต็อก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา Food Waste ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสถิติพบว่า 40% ของอาหารที่ผลิตขึ้นในอเมริกาไม่ได้ถูกบริโภค ในขณะที่มีคนอเมริกันกว่า 50 ล้านคน (เป็นเด็กกว่า 8 ล้านคน) กลับกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร

เกริ่นมานาน เข้าเรื่องที่เราจะเล่าแล้วค่ะ

ปัญหาที่ว่ามานี้ ทำให้ Doug Rauch ผู้ก่อตั้งร้าน Trader Joe’s ซูเปอร์มาร์เก็ตแบรนด์ใหญ่ของอเมริกา (ประมาณเลมอนฟาร์มของบ้านเรา แต่มีสาขาเยอะและใหญ่กว่า) เห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะแก้ 2 ปัญหาได้ในนัดเดียว

It’s not food waste, it’s wasted food

Daily Table เปิดขึ้นเมื่อปี 2015 ที่ Dorchester ย่านผู้ที่มีรายได้ต่ำในเมืองบอสตัน เป็นร้านซูเปอร์มาร์เก็ตแบบไม่แสวงหาผลกำไรแห่งแรกของอเมริกา ที่สามารถขายสินค้าในราคาต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของท้องตลาด อีกทั้งยังมีส่วนอาหารปรุงสุกที่คุณภาพเกิน 2 เท่าของราคา เพื่อให้คนที่มีรายได้ต่ำมีตัวเลือกและเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้มากขึ้น นอกจากนั้นยังมีเวิร์กชอปสอนทำอาหารอีกด้วย

ภายใต้หน้ากากซูเปอร์มาร์เก็ต หลังบ้านของ Daily Table คือ The Urban Food Initiative ที่มีเป้าหมายในการช่วยเหลือคนในชุมชนที่มีปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมด้านสุขภาพ และแก้ปัญหา wasted food โดยการรับบริจาค หรือทำสัญญาซื้อในราคาถูกโดยตรงจากเจ้าของฟาร์ม บริษัทผู้ผลิต และซูเปอร์มาร์เก็ต บวกกับการได้รับเงินทุนสนับสนุน ทำให้ Daily Table สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ถูกกว่าฟาสต์ฟู้ด นี่จึงเป็นโมเดลที่แก้ปัญหาด้านอาหารได้ 2 เรื่องในทีเดียว โดยการพลิกวิกฤตปัญหาอาหารส่วนเกินจากร้านค้ามาแก้ปัญหาคนรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงอาหารคุณภาพ นอกจากนั้นเมนูอาหารที่นี่ ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสารอาหารโดยเฉพาะอีกด้วย

Rauch เลือกใช้โมเดลธุรกิจมาแก้ปัญหาเพื่อให้ตัวโปรเจกต์อยู่ได้ด้วยตัวเอง ( ตอนนี้ยัง ยืนด้วยตัวเองไม่ได้ 100% แต่สร้างเงินหมุนได้ประมาณ 75%) และอยากสร้างบรรยากาศของการชอปปิ้ง มากกว่ามารับบริจาค ให้คนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสเป็นลูกค้า มีทางเลือกที่ดี และมีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการเปิดสาขา 2 ที่ Roxbury แถมยังเป็นการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน 85% ของพนักงานที่นี่เป็นคนในชุมชน

การแก้ปัญหาอาหารส่วนเกินโดยการนำไปให้ผู้ที่ขาดแคลน (feed the hunger) อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แถมยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงเรื่องความเหมาะสม (ทำไมต้องเอาของเหลือไป feed คนจน) การนำโมเดลธุรกิจเข้ามาใช้จึงเป็นทางออกที่ฉลาดแก้ปัญหา นอกจากจะสร้างรายได้บ้างแล้ว ที่สำคัญคือ การสร้างความเสมอภาค ทำให้คนรู้สึกว่าเขาได้เป็นผู้เลือก เป็นผู้บริโภคที่สามารถจ่ายเงินซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนกัน

เราว่านี่คือวิตามินที่สำคัญต่อชีวิตไม่แพ้สารอาหารในพืชผักเหล่านั้นเลยล่ะ
www.dailytable.org

ภาพถ่าย: GettyImages