ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้เราได้เห็นสิงคโปร์ เมืองเล็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านอาเซียนของเราไต่ระดับการจัดอันดับต่าง ๆ จนสามารถขึ้นแท่นครองตำแหน่งอันดับต้น ๆ ของโลกได้มากมาย รวมถึงการจัดอันดับครั้งสำคัญล่าสุดในปี 2024 ที่ Oliver Wyman Forum ร่วมกับ University of California, Berkeley ได้เผยผลการศึกษาวิจัย Urban Mobility Readiness Index ดัชนีศักยภาพและความพร้อมของระบบขนส่งสาธารณะเมืองฉบับล่าสุด ที่ศึกษาวิจัยตลอดจนประเมินข้อมูลจาก 70 เมืองทั่วโลกในมิติที่ครอบคลุมตั้งแต่ Network Density – เครือข่ายเส้นทางที่หนาแน่นและครอบคลุม, System Efficiency – ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ, ไปจนถึง Utilization Rate – อัตราการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ และอีกหลายเกณฑ์การประเมิน โดยผลออกมาในครั้งนี้คือสิงคโปร์ครองอันดับ 1 ในหมวด Public Transit เมืองที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีที่สุดในโลก

จากเมืองท่าเล็ก ๆ ที่ขวักไขว่วุ่นวายในยุคก่อน กลายเป็นเมืองฮับธุรกิจระดับโลกที่คึกคักและลื่นไหลในยุคนี้ การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะสอดผสานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการเดินทางถูกออกแบบอย่างใส่ใจทั้งเพื่อเมืองและเพื่อประโยชน์สูงสุดของพลเมืองรวมถึงคนสัญจร จนกลายเป็นต้นแบบเมือง Smart Mobility ให้ทั้งโลกได้เรียนรู้ แล้วสิงคโปร์ทำได้อย่างไร?

การตัดสินใจเปลี่ยนประวัติศาสตร์อย่างไม่หมกเม็ด
เพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าทำไมสิงคโปร์ถึงทำได้ อาจต้องย้อนไปศึกษาประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ The Great MRT Debate of 1980 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงและปูพื้นฐานสู่ปัจจุบันอย่างแท้จริง ในปีนั้นรัฐบาลสิงคโปร์ต้องเผชิญกับการตัดสินใจวางแผนผังเมืองเพื่ออนาคต การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มีความหมายต่อการพัฒนาชาติอย่างมาก รัฐบาลจึงตัดสินใจถ่ายทอดสดการดีเบตทางโทรทัศน์แห่งชาติ ซึ่งในยุคนั้นการถ่ายทอดสดเรื่องนโยบายระดับชาติแทบไม่มีใครทำ นอกจากจะแสดงความโปร่งใสอย่างเปิดเผยและถกเถียงบนพื้นฐานข้อมูลอย่างจริงจังแล้ว รัฐบาลยังต้องการให้ประชาชนรับรู้ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ และมองเห็นวิสัยทัศน์ของประเทศร่วมกันด้วย

การดีเบตครั้งนั้นฝ่ายหนึ่งคือทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Harvard University ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีคลัง Goh Keng Swee เสนอให้ใช้ระบบรถบัสล้วนซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าถึง 50% ข้อเสนอนี้ฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงการคลัง ทว่าอีกฝ่ายหนึ่งคือ Ong Teng Cheong รัฐมนตรีสื่อสารที่เชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าระบบรางคือคำตอบที่แท้จริงสำหรับประเทศที่มีที่ดินจำกัดอย่างสิงคโปร์ เพราะระบบรถบัสล้วนจะต้องแย่งพื้นที่การจราจรกับรถยนต์ส่วนตัว (ที่ตอนนั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ) และจะกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ในระยะยาว หลังจากนั้นในปี 1981 มีการศึกษาเพิ่มเติมจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและผังเมืองจากสหรัฐอเมริกาซึ่งบทสรุปช่วยยืนยันไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐมนตรี Ong Teng Cheong ว่าระบบรถบัส (รถโดยสารประจำทาง) เพียงอย่างเดียวนั้นจะไม่เพียงพอต่อการรองรับอนาคตเมืองอย่างแน่นอน

ในที่สุดลีกวนยู (Lee Kuan Yew) นายกรัฐมนตรีผู้ก่อตั้งประเทศตัดสินใจเลือกระบบราง ด้วยงบประมาณเริ่มต้น 5,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ จนในที่สุด MRT (Mass Rapid Transit) สายแรกเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน 1987 เริ่มต้นด้วย 5 สถานีบนเส้นทาง Yio Chu Kang ถึง Toa Payoh และทำให้สิงคโปร์กลายเป็นเมืองแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบขนส่งสาธารณะ Metro System สมบูรณ์แบบ อันเป็นรากฐานการคมนาคมที่ดีมาจนถึงปัจจุบัน ในพิธีเปิด MRT อย่างเป็นทางการในปี 1988 ลีกวนยูยังกล่าวไว้ว่า “เราจะไม่ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลาน และ MRT จะเปิดยุคใหม่ของสิงคโปร์”

นโยบายเพื่อชาติและประชาชน
ย้อนกลับมาที่การจัดอันดับของ Urban Mobility Readiness Index อีกครั้ง สิงคโปร์ติดอันดับ 3 ในดัชนีศักยภาพและความพร้อมของระบบขนส่งสาธารณะเมืองและครองอันดับ 1 ในหมวดย่อยด้านระบบขนส่งสาธารณะ เหตุผลสนับสนุนนั้นมีมากมายตั้งแต่มีรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายแต่ทุกอย่างก็เชื่อมผสานด้วยระบบรวมเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีอัตราค่าโดยสารที่เข้าถึงได้ทุกระดับตลอดจนมีส่วนลดให้กับเด็กและผู้มีรายได้ต่ำเพื่อให้สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกัน มีตารางเวลาเดินรถชัดเจน ตรงเวลา และรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถบริหารเวลาของตนเองได้ดี และป้ายรถประจำทางตลอดจนสถานีรถไฟต่าง ๆ ตั้งอยู่ในสถานที่เหมาะสมและอยู่ในระยะเดินเท้าได้สะดวกสบาย

นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมุ่งมั่นพัฒนาการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยวิสัยทัศน์ที่เป็นรูปธรรมคือการวางแผนและนโยบายรวมถึงกำหนดเป้าหมายชัดเจนภายใต้ Land Transport Master Plan 2040 หรือ LTMP 2040 โดยแบ่งเป็นพันธกิจหลัก 3 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ “20-Minute Towns and 45-Minute City” ทุกคนต้องสามารถเดินทางเชื่อมต่อระหว่างย่านได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 นาที และต้องสามารถเดินทางจากบ้านไปถึงที่ทำงานได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 45 นาที ต่อมาคือ “Transport for All” ทุกคนต้องสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะได้สะดวก มีอัตราค่าโดยสารเหมาะสมและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

และเรื่องสุดท้ายคือ “Healthier Lives, Safer Journey” ระบบขนส่งสาธารณะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยยิ่งขึ้น ตั้งแต่การขับขี่และให้บริการอย่างปลอดภัย การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดมลพิษและปลอดภัยต่อสุขภาพประชากร ตลอดจนระบบขนส่งสาธารณะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมให้เมืองน่าอยู่และประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงนโยบายชาติที่ต้องการเปลี่ยนรถโดยสารทั้งหมดให้เป็นรถรักษ์โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงสะอาด 100% และให้ระบบขนส่งสาธารณะก้าวสู่การเป็นองค์กร Net Zero ให้ได้ภายในปี 2050 อีกด้วย

ในส่วนของนโยบายที่เร่งด่วนกว่านั้น สิงคโปร์ยังตั้งเป้าหมายสำหรับปี 2030 ว่าจะต้องทำให้ประชากรอย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ของเขตที่อยู่อาศัยทุกแห่งทั่วประเทศสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้รวดเร็วภายในระยะเดินทางเพียง 10 นาทีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐบาลสิงคโปร์จึงกำลังลงทุนขยายเครือข่ายระบบรางให้ครอบคลุมและเข้าถึงทุกพื้นที่มากยิ่งขึ้น และต่อเนื่องกับแผน LTMP 2040 สิงคโปร์วางแผนขยายเครือข่ายระบบรางจากเดิม 242 กิโลเมตรในปัจจุบัน ให้เพิ่มเป็น 360 กิโลเมตรภายในปี 2040 ซึ่งเมื่อพิชิตเป้าหมายได้เสร็จสมบูรณ์ สิงคโปร์จะมีเส้นทางระบบรางรวมระยะทางทั้งหมดยาวกว่าโตเกียวและฮ่องกง ซึ่งถือเป็นสองเมืองที่มีระบบรางครอบคลุมและดีที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก

สี่เสาแกนหลักที่เป็นรากฐานแห่งความสำเร็จ
ความสำเร็จของระบบขนส่งสาธารณะสิงคโปร์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนหรือในระยะเวลาไม่กี่เดือน หากแต่เป็นวิสัยทัศน์และนโยบายระยะยาวที่มุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง เบื้องหลังความสำเร็จส่วนหนึ่งนั้นมาจากสี่เสาแกนหลักที่วางไว้อย่างสอดผสานและมั่นคงแข็งแรง เสาแกนแรกคือ “Integration and Technology – เทคโนโลยีและการบูรณาการระบบเป็นหนึ่งเดียว” ตั้งแต่ปี 2003 สิงคโปร์เป็นผู้บุกเบิกระบบรถไฟฟ้าอัตโนมัติเต็มรูปแบบแห่งแรก ๆ ของโลก เริ่มใช้ระบบบัตร EZ-Link ใบเดียวใช้จ่ายและเดินทางเชื่อมต่อได้ทั้งระบบ MRT, LRT และรถบัสสาธารณะโดยไม่ต้องซื้อตั๋วแยก และในปี 2024 สิงคโปร์เปิด Innovation Centre เพื่อพัฒนา generative AI สำหรับระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะ รวมถึงเริ่มนำรถโดยสารประจำทางอัตโนมัติแบบไร้คนขับ (Autonomous Buses) เข้ามาใช้งานจริงแล้ว

เสาแกนที่สองคือ “Affordability and Inclusion – อัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและสิทธิในการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม” นอกจากการควบคุมราคาให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ทุกคนสามารถจ่ายค่าโดยสารได้แล้ว รัฐยังมีนโยบายลดอัตราค่าโดยสาร 15 เปอร์เซ็นต์ให้กับผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนมีอัตราราคาพิเศษสำหรับนักเรียน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงมีนโยบายให้เด็กโดยสาร MRT ได้ฟรีอีกด้วย ทั้งหมดนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกคนให้มากที่สุด และสะท้อนวิสัยทัศน์ของประเทศได้อย่างชัดเจนว่าระบบขนส่งสาธารณะที่ดีต้องเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของเมือง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชากร ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับการทำธุรกิจ

เสาแกนที่สามคือ “Reliability Engineering – วิศวกรรมเพื่อพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ” ซึ่งสิงคโปร์ตั้งเกณฑ์วัดมาตรฐานผ่านค่าตัวเลขที่เรียกว่า MKBF หรือ Mean Kilometres Between Failure อันเป็นระยะทางเฉลี่ยที่รถไฟวิ่งได้ก่อนเกิดความล่าช้าเกิน 5 นาที ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา สิงคโปร์รักษาระดับ MKBF ไว้เกิน 1 ล้านกิโลเมตรอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการฟื้นฟูระบบขนส่งสาธารณะอย่างเป็นระบบและการใช้ข้อมูลเชิงสถิติเพื่อคาดการณ์และป้องกันความขัดข้องก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง

เสาแกนที่สี่คือ “Demand Management – การบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน” ที่สะท้อนการวางแผนและบริหารจัดการผ่านระบบ ERP หรือ Electronic Road Pricing ซึ่งเปิดตัวในปี 1998 ในฐานะระบบเก็บค่าผ่านทางแบบ Dynamic Pricing แห่งแรกของโลก โดย ERP ปรับค่าผ่านทางตามความหนาแน่นของจราจรแบบ real-time ทำให้การใช้รถส่วนตัวในชั่วโมงเร่งด่วนมีต้นทุนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ และทำให้ระบบขนส่งสาธารณะกับรถยนต์ส่วนตัวแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมในแง่ของต้นทุนที่แท้จริง ตลอดจนส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อเมืองและสังคม

เมืองที่ออกแบบมาเพื่อระบบขนส่งสาธารณะ
บางครั้งเมืองที่มีขนาดพื้นที่จำกัดแต่มีความหนาแน่นของประชากรและที่อยู่อาศัยสูงกลับกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายในการพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน ระบบคมนาคมและขนส่งสาธารณะของเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้จึงต้องคิดและวางแผนให้ถี่ถ้วนเพื่อใช้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดนี้ให้คุ้มค่าที่สุด ระบบขนส่งสาธารณะในสิงคโปร์ผูกติดกับรัฐเป็นหลัก มันจึงผสานเข้ากับนโยบายพัฒนาผังเมืองและการคมนาคมของชาติอย่างแยกไม่ออก การขนส่งสาธารณะไม่ใช่นโยบายท้องถิ่นหรือนโยบายเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นการขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมด้วยเช่นกัน

ในด้านผังเมืองที่มีการวางรากฐานและออกแบบไว้เป็นอย่างดีนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะและระบบคมนาคมของสิงคโปร์มีประสิทธิภาพ พื้นที่อยู่อาศัยไปจนถึงย่านธุรกิจและแหล่งงานถูกออกแบบให้กระจายตัวอยู่รอบสถานีรถไฟ ไม่ใช่รอบถนนใหญ่ หรือที่เรียกว่า Transit-Oriented Development หรือ TOD การพัฒนา Jurong Innovation District และ Punggol Digital District ที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีนอกเขต CBD ก็ออกแบบให้เข้าถึงได้ง่ายผ่าน MRT เป็นหลัก เพื่อลดการเดินทางระยะไกลและกระจายความเจริญออกไปไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมืองชั้นใน นอกจากนี้สิงคโปร์ยังใช้ระบบ Certificate of Entitlement หรือ COE ในการกำหนดโควตาจดทะเบียนรถยนต์ในแต่ละปีอย่างเข้มงวด ทำให้ราคารถยนต์สูงกว่าประเทศอื่นหลายเท่าตัว ระบบ COE นี้ทำงานร่วมกับ ERP เพื่อสร้างสมการต้นทุนที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่จำเป็นจะต้องมีรถยนต์ส่วนตัวใช้จะดีกว่า ทั้งยังเป็นทางเลือกสมเหตุสมผลในด้านเศรษฐกิจระดับจุลภาคที่เหมาะกับครอบครัวส่วนใหญ่ในประเทศ รวมถึงเป็นนโยบายที่เป็นคุณกับประเทศมากกว่าบนเงื่อนไขของการมีดินแดนที่มีพื้นที่จำกัด สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะของสิงคโปร์มีปริมาณผู้ใช้งานสูงกว่าเมืองใหญ่อื่น ๆ ทั่วโลกอย่างชัดเจน

บทเรียนเพื่อโลก
ไม่เพียงแค่ผลการศึกษาวิจัยจากกลุ่มนักวิชาการหรือสถาบันชั้นนำเท่านั้น เพราะผลสำรวจจากฝั่งประชาชนทั่วไปก็สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ในปี 2025 สื่อด้านไลฟ์สไตล์ชื่อดัง Time Out ได้ทำการสำรวจประชาชนท้องถิ่นกว่า 18,500 คนใน 50 ประเทศทั่วโลกถึงความพึงพอใจในระบบขนส่งสาธารณะของเมืองตนเอง ตั้งแต่ด้านการครอบคลุม อัตราค่าโดยสาร ไปจนถึงการให้บริการที่เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกสบาย ซึ่งผลสำรวจพบว่าประชาชนชาวสิงคโปร์มีระดับความพึงพอใจสูงถึง 82 เปอร์เซ็นต์ และครองอันดับ 12 ของเมืองที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีที่สุดในโลกโดยอ้างอิงจากการสำรวจความคิดเห็นของประชากรท้องถิ่น

ในปี 2024 ระบบ MRT ของสิงคโปร์มีผู้โดยสารเฉลี่ยสูงถึง 3.41 ล้านคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.2 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขนี้ทะลุสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติแต่มันคือหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าระบบขนส่งสาธารณะที่ดีย่อดึงดูดให้ประชาชนอยากหันมาใช้งานมากขึ้นอย่างแน่นอน

ย้อนกลับมาที่คำถามว่า “สิงคโปร์ทำได้อย่างไร?” หากมองย้อนกลับไปถึงการถกเถียงกันในปี 1980 สิ่งที่ทำให้สิงคโปร์แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ ในโลกนั้นอาจไม่ใช่แค่ขนาดพื้นที่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือแม้แต่เทคโนโลยีล้ำสมัย และไม่ใช่เรื่องของจำนวนหรือความหนาแน่นของประชากรด้วย แต่หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือสิ่งที่เรียกว่า Political Will หรือเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและยั่งยืน ตลอดจนวิสัยทัศน์และความกล้าตัดสินใจของผู้นำที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำพาประเทศไปข้างหน้า รวมถึงความร่วมมือของพลเมืองที่กลายเป็นพลวัตสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

ที่มาข้อมูลและภาพ:
www.oliverwymanforum.com
blog.ptvgroup.com
www.timeout.com
citiesofthefuture.eu
en.wikipedia.org
www.mot.gov.sg
www.unep.org
www.lta.gov.sg
www.re-thinkingthefuture.com

ภาพถ่าย: Land Transport Authority (Government of Singapore) และ The Strait Times