
มาร่วมแข่งขันปีนต้นไม้ด้วยกันไหม … คุณอาจสงสัยว่าเมืองไทยเรามีการแข่งขันแบบนี้กันด้วยเหรอ ทว่าอันที่จริงแล้วกิจกรรมการแข่งปีนต้นไม้นี้เราสืบสานต่อมาจากการแข่งขันระดับสากล แถมจุดประสงค์แท้จริงของการแข่งขันนี้ก็เพื่อพัฒนาวิชาชีพรุกขกรในเมืองไทย ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ในด้านการดูแลรักษาต้นไม้ระหว่างกันด้วย วันนี้เราเลยถือโอกาสชวนคุณไปพูดคุยกับ คุณอรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Trees Project และดำรงตำแหน่งกรรมการสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการแข่งขันปีนต้นไม้ Thailand Tree Climbing Championship (TTCC) นี้ที่ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นกิจกรรมธรรมดาทว่าแฝงไว้ด้วยคุณค่ามากมายทีเดียว
แข่งขันปีนต้นไม้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ
กิจกรรม Thailand Tree Climbing Championship 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2568 (2025) ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร ในปีนี้มีนักปีนต้นไม้ไทยเข้าร่วมมากมายเช่นเคย อันที่จริงแล้วกิจกรรมนี้เริ่มต้นจัดขึ้นในบ้านเรากันมาพักใหญ่ตั้งแต่ปี 2561 (2018) แล้ว เมื่อย้อนกลับไปคราวนั้นเราได้รับรู้ถึงจุดกำเนิดที่น่าสนใจทีเดียว “แนวคิดการจัดงานแข่งขันปีนต้นไม้นี้ได้มาจากกลุ่มรุกขกรในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในด้านการจัดการต้นไม้อย่างสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่เขาทำงานอยู่ในภูมภาคแถบนี้ที่ตอนนั้นเขาเห็นว่าเมืองไทยของเรายังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่เลย ถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรทางด้านป่าไม้หรือสิ่งแวดล้อมอยู่ก็จริงแต่ก็ค่อนข้างขาดผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการจัดการต้นไม้ใหญ่ในเมืองซึ่งควรต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ตอนนั้นในเมืองไทยยังไม่รู้จักและมีอาชีพรุกขกรอย่างจริงจัง เราอยากจะผลักดันให้คนรู้จักและสนใจมาทำอาชีพนี้กันมากขึ้น ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการแข่งขันปีนต้นไม้นี้ขึ้นมา”
เมืองไทยค่อนข้างขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลและจัดการต้นไม้ใหญ่ในเมือง
การจัดการแข่งขัน Thailand Tree Climbing Championship นี้ไม่ใช่แค่การชวนมาปีนป่ายต้นไม้กันเฉย ๆ แต่รายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันถูกออกแบบขึ้นมาจากขั้นตอน วิธีการ ตลอดจนทักษะการทำงานในโลกอาชีพรุกขกรกันจริง ๆ ขณะเดียวกันสนามการแข่งขันก็เป็นเสมือนสนามทดสอบมาตรฐานวิชาชีพไปในตัว รวมถึงเปิดโอกาสให้บรรดารุกขกรได้พัฒนาฝีมือกันอย่างสม่ำเสมอด้วยนั่นเอง ในการแข่งขันแต่ละครั้งต่างก็มีรุกขกรทั้งจากในและต่างประเทศมาเข้าร่วมกันมากมาย นอกจากจะเป็นการสร้างคอมมิวนิตี้ เชื่อมโยงพันธมิตร และเกิดการช่วยเหลือกันแล้ว สนามนี้ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ตลอดจนเทคนิคและประสบการณ์การทำงานระหว่างกันซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาวิชาชีพรุกขกรให้ก้าวหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนได้เช่นกัน

แล้วการแข่งขันปีนต้นไม้รูปแบบนี้ผู้เข้าแข่งขันต้องแสดงฝีมือและฝึกทักษะอะไรกันบ้างมาลองดูกัน “การแข่งขันจะมีสนามย่อยหลากหลายสนาม โดยทุกอย่างถอดแบบมาจากการทำงานจริงของรุกขกรเลยค่ะ สนามปีนต้นไม้มีตั้งแต่ฐานการปีนแบบตัวเปล่า ทดสอบการปีนเร็ว ตรงนี้จะเป็นการทดสอบพลังกายและใจล้วน ๆ อีกฐานก็เป็นการปีนต้นไม้แบบใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยปีน ตรงนี้จะเป็นการทดสอบสมรรถนะแล้วก็ทักษะไปในตัว นอกจากนี้ก็ยังมีฐานการปีนเพื่อกู้ภัย ตรงนี้จะมีหุ่นจำลองแขวนอยู่บนต้นไม้เพื่อให้เราไปช่วยลงมา เป็นการทดสอบทักษะด้านกู้ภัยโดยเฉพาะ แล้วสุดท้ายก็จะเป็นฐาน Work Climb จำลองสถานการณ์การทำงานจริงทุกขั้นตอนและเน้นกระบวนการปฏิบัติงานตามหลักมาตรฐานสากล โดยทุกคนจะเข้าแข่งขันทุกฐานแล้วจากนั้นเอาคะแนนมารวมกัน ใครได้คะแนนสูงสุดก็จะเป็นผู้ชนะไป” สนามแข่งขันที่ได้มาตรฐานสากลนั้นจะกำหนดรายละเอียดการแข่งขันตลอดจนกติกาภายใต้การดูแลขององค์กร International Society of Arboriculture (ISA) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกลางสำหรับวิชาชีพรุกขกรทั่วโลกตลอดจนเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญในการแข่งขันปีนต้นไม้ในแต่ละครั้งด้วยนั่นเอง

เบื้องหลังการดูแลคุณภาพชีวิตคนเมือง
รุกขกรคืออะไร? รุกขกร (Arborist) คือผู้ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์รุกขกรรม (Arboriculture) ดูแล รักษา จัดการต้นไม้ให้เติบโตอย่างมีสุขภาพที่ดี ถึงแม้ยุคนี้คนไทยจะรู้จักรุกขกรกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่สงสัยว่าวิชาชีพนี้คืออะไร ทำงานอย่างไร และมีความสำคัญระดับไหนต่อชีวิตเรา “เรานิยามคำนี้ให้เข้าใจกันง่าย ๆ ก็คือ ‘หมอต้นไม้’ ค่ะ ต้องเป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจต้นไม้ และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับต้นไม้ในทุกมิติ รู้ว่าเขาต้องการอะไร กำลังป่วยเพราะอะไร แล้วก็จัดยาหรือรักษาให้เขามีสุขภาพดีขึ้นได้ โดยเฉพาะต้นไม้ในเมืองใหญ่ที่มีปัจจัยรุมเร้ามากมาย ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ต้นไม้ไม่สร้างปัญหาด้วย และต้องทำให้ต้นไม้กลับมาดูแลสุขภาพของคนเมืองต่อไปให้ได้” อันที่จริงแล้วรุกขกรไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะแค่การทำหน้าที่ดูแลต้นไม้เท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญของเมืองในการดูแลพื้นที่สีเขียวเพื่อที่จะกลับมาดูแลสุขภาพกายและใจของประชากรเมืองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกันอีกที
รุกขกรเปรียบเสมือน ‘หมอต้นไม้’ ต้องรู้จักต้นไม้ เข้าใจธรรมชาติ รู้ว่าเขากำลังป่วยเพราะอะไร ต้องรักษาอย่างไร ขณะเดียวกันต้องทำให้ต้นไม้ไม่สร้างปัญหา และทำให้เขาสามารถดูแลสุขภาพของเราให้ได้ด้วย
ต้นไม้ในเมืองใหญ่อาจต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพราะปัญหาที่ต้นไม้เหล่านี้ต้องเจอมันไม่ใช่แค่เรื่องโรคภัยหรือปัจจัยตามธรรมชาติเท่านั้น ทว่ายังต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย ตั้งแต่ มลพิษทางน้ำและอากาศ การสร้างสิ่งก่อสร้างหรือถนนหนทางเบียดเบียน หรือแม้กระทั่งความไม่เข้าใจธรรมชาติอย่างเช่นการอัดดินแน่นจนเกินไปจนทำให้ดินไม่มีรูพรุนและรากชอนไชไม่ได้ ตลอดจนการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ผิดวิธีที่อาจทำให้มันตายลงในที่สุด “ปัญหาง่าย ๆ ที่บางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นปัญหาก็คือการตัดแต่งกิ่ง ถ้าเราไม่เข้าใจธรรมชาติของตนไม้ ตัดแต่งกิ่งผิด มันก็จะเติบโตแบบผิด ๆ สร้างปัญหาตามมาได้ หรือไม่ตัดแต่งกิ่งผิดก็ทำให้ต้นไม้ตายได้เหมือนกันค่ะ หรืออย่างที่เราเห็นตัวอย่างกันบ่อย ๆ ของหน่วยงานรัฐก็คือการตัดต้นไม้จนโกรนเลย โอเคมันง่าย ไม่ต้องดูแลยุ่งยาก แต่คิดหรือเปล่าว่าเขาจะเติบโตต่อไปได้หรือเปล่า เติบโตอย่างไร อีกเรื่องที่ดูเหมือนเรื่องเล็กแต่กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ก็คือแผลต้นไม้ ซึ่งอาจเกิดจากการตัด ฉีกขาดจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น ถ้าเกิดในจุดที่เขาซ่อมแซมตัวเองได้แผลมันก็จะปิดเองได้ในที่สุด แต่ถ้าเกิดในจุดที่มันซ่อมแซมตัวเองไม่ได้ ก็ต้องรักษาเขาให้ถูกวิธี ไม่งั้นแผลมันก็จะลามจนกลายเป็นความเสียหายที่ใหญ่ขึ้นได้ คนที่เชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้จึงต้องเข้าใจธรรมชาติ และรู้จักรักษาโดยการเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อให้พวกเขาอยู่รอดและมีอายุยืนยาวให้ได้มากที่สุด”
ต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมจากป่ามาปลูกใหม่ในเมือง ถ้าดูแลเขาไม่เป็น บำรุงเขาไม่ถูก รักษาเขาไม่ดี ก็จะเหมือนเรากำลังพาปู่ผู้แข็งแรงมาเข้าห้องไอซียู
นอกจากนี้อีกปัญหาใหญ่ที่เจอก็คือการพัฒนาสิ่งก่อสร้างจนก่อปัญหากับต้นไม้ อย่างเช่นการตัดต้นไม้เพื่อสร้างอาคาร แต่พอสร้างอาคารเสร็จแล้วมันร้อนก็อยากได้พื้นที่สีเขียวแซมเข้าไป การเพิ่มพื้นที่สีเขียวโดยความไม่เข้าใจนี้ก็อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ อาทิ การเนรมิตต้นไม้ใหญ่ในพริบตาโดยวิธีการล้อมต้นไม้ใหญ่จากป่ามาปลูกใหม่ในเมือง เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป คุณภาพดินเปลี่ยนแปลง แทนที่ต้นไม้ใหญ่จะกลายเป็นคุณปู่ที่แข็งแรงก็กลับกลายเป็นการทำให้คุณปู่ต้องเข้าไอซียูได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ยังมีปัญหามลพิษทางน้ำและอากาศที่หากไม่เข้าใจและดูและไม่เป็นแทนที่จะให้พวกเขาช่วยฟอกอากาศให้ก็อาจทำให้เขาไม่สามารถหายใจเอาอากาศไปเลี้ยงชีพตัวเองได้ หรือการเทปูนที่ไม่เข้าใจธรรมชาติต้นไม้ก็อาจทำให้เขามีพื้นที่น้อยเกินไปและตายได้ในที่สุด หรืออีกด้านที่มนุษย์อาจมองเป็นเรื่องสวยงามอย่างเช่นรากต้นไม้ที่งอกโผล่ขึ้นมาบนพื้นดินสลับซับซ้อน ทว่าปมปัญหาที่ซ่อนอยู่ที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือการถมเดินที่แน่นจนเกินไปจนทำให้รากชอนไชลงด้านล่างไม่ได้ เมื่อรากชอนไชขึ้นด้านบนนั่นก็หมายความว่าการยืนต้นอาจลดความมั่นคงลง เมื่อรากฐานไม่แข็งแรงโอกาสที่ต้นไม้จะล้มก็ง่ายขึ้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของปัญหาต้นไม้ในเมือง เมื่อเราอยากมีเมืองที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราก็จำเป็นต้องดูแลสิ่งแวดล้อมเมืองให้ดีด้วยเช่นกัน

สถานการณ์รุกขกรไทย
จากวันนั้นถึงวันนี้ต้องบอกว่าประเทศไทยเริ่มรู้จักรุกขกรและให้ความสำคัญในการดูแลต้นไม้ในเมืองใหญ่อย่างถูกวิธีเพิ่มมากขึ้น จากจำนวนรุกขกรเพียงหลักหน่วยทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นหลักหลายร้อยและยังคงพัฒนาทักษะฝีมือกันไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจและส่งเสริมอาชีพนี้ให้ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าการดูแลมาตรฐานวิชาชีพอย่างเป็นจริงเป็นจังนั้นก็ยังถือว่าก้าวไปข้างหน้าได้ช้ากว่าที่ควร “เมื่อสิบกว่าปีก่อนเราเริ่มมีการอบอมรุกขกรครั้งแรกในเมืองไทยอย่างจริงจังโดยร่วมกับคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ หลังจากนั้นก็เริ่มมีการอบมตามหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าการฝึกตามที่ต่าง ๆ นั้นได้มาตรฐานกันหรือเปล่า ใครเป็นคนดูแล ควบคุม และช่วยเหลือตรงนี้ ก็เลยเกิดการรวมตัวตั้งเป็น ‘สมาคมรุกขกรรมไทย (Thai Arboriculture Association / TAA)’ ขึ้นมาค่ะ เป็นหน่วยงานแรกที่จัดสอนและดูแลมาตรฐานด้านนี้อย่างเป็นระบบระเบียบจริงจัง แต่ก็เป็นมาตรฐานระดับหนึ่งเท่านั้น รวมถึงเป็นแหล่งรวบรวมผู้คนที่ทำงานสายงานวิชาชีพนี้โดยตรง ขึ้นทะเบียนรุกขกรไทย แล้วก็คอยแนะนำรุกขกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้กับหน่วยงานหรือผู้คนทั่วไปที่สนใจจ้างไปดูแลต้นไม้ แต่ก็ถือว่ายังไม่ได้เป็นองค์กรกลายที่ดูแลมาตรฐานแบบเป็นทางการอะไรขนาดนั้น แต่เราก็พยายามพัฒนาไปในแนวทางนั้นอยู่เหมือนกันค่ะ”
การแข่งขันปีนต้นไม้ทำให้รุกขกรแต่ละพื้นที่ได้มาเจอกันแข่งขันกันพัฒนาฝีมือและร่วมฝึกทักษะให้เก่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน
จากสมาคมรุกขกรรมไทย (Thai Arboriculture Association / TAA) อันเป็นหน่วยงานเอกชนเริ่มมีการต่อยอดการดูแลมาตรฐานวิชาชีพสู่การดูแลของหน่วยงานรัฐ ซึ่งผู้ที่ดูแลตรงนี้ก็คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ที่เข้ามาดูแลเรื่องมาตรฐานวิชาชีพและการออกคุณวุฒิรับรองสำหรับสายงานด้านนี้โดยตรง “ในขอบข่ายสายงานด้านต้นไม้ ป่าไม้ หรือว่าสิ่งแวดล้อมนั้นอาชีพรุกขกรถือเป็นอาชีพแรกที่ได้เข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการเลยนะคะ ใครที่อยากประกอบอาชีพนี้ก็สามารถไปสอบและขึ้นทะเบียนวิชาชีพได้ ก็จะได้ใบรับรองเพื่อนำไปสมัครงานต่อหรือรับงานในฐานะรุกขกรอาชีพได้เลย”

“อันที่จริงแล้วทางสมาคมฯ ก็ทำงานร่วมกับทางสถาบันฯ ช่วยกันดูแลและพัฒนาวิชาชีพนี้ให้มั่นคงต่อไป ทางสถาบันฯ อาจเน้นตรวจสอบด้านพื้นฐานการทำงาน และให้การรับรองวิชาชีพ ส่วนทางสมาคมฯ อาจเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะ จัดฝึกอบรม และส่งเสริมศักยภาพให้บุคลากรในสายงานนี้” ปัจจุบันอาชีพรุกขกรในเมืองไทยถือว่ามีอนาคตและมีแนวโน้มที่ดี ทว่าหากมองในภาพรวมก็ยังถือว่าขับเคลื่อนกันช้าไปสักนิด ถึงแม้ว่าหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนจะเข้าไปบทบาทและความสำคัญของรุกขกรเพิ่มมากขึ้น แต่งบประมาณในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็ยังถือว่าน้อยนิดและไม่ใช่ความสำคัญลำดับแรก นั่นยังไม่รวมถึงระบบการทำงานแบบราชการที่เป็นอุปสรรคใหญ่อย่างหนึ่ง ตลอดจนทัศนติของบุคลากรในองค์กรต่าง ๆ ที่ยังไม่เข้าใจและเห็นความสำคัญของเรื่องต้นไม้ในทิศทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ทว่าหากคิดกันในแง่บวกแล้วก็ยังดีที่เรายังพอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กันอยู่
ทิศทางต่อไปกับการต่อลมหายใจกรุงเทพฯ
การจัดแข่งขันปีนต้นไม้ Thailand Tree Climbing Championship (TTCC) นี้จัดขึ้นราวช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี ขณะเดียวกันการจัดงานนี้นอกจากจะให้ชาวรุกขกรได้เข้าร่วมแล้วก็ยังมีเป้าหมายชักชวนผู้คนทั่วไปที่สนใจได้เข้ามารู้จักกับอาชีพรุกขกรกันเพิ่มมากขึ้น ร่วมเรียนรู้เรื่องต้นไม้ในเมือง รู้จักองค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและรุกขกรรม แล้วก็อยากให้ประชาชนเมืองได้มาพักผ่อนหย่อนใจตลอดจนร่วมด้วยช่วยกันรักษ์ต้นไม้ในเมืองให้มากขึ้นด้วย การจัดการแข่งขันก็เลยมาพร้อมกับการจัด เทศกาลต้นไม้แห่งประเทศไทย (Thailand Tree Festival) ที่จะมีการออกร้านและกิจกรรมให้ได้สนุกกันมากมายไปพร้อมกัน ซึ่งงานนี้นอกจากจะมีรุกขกรจากทั่วโลกให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีคนเมืองสนใจเข้าร่วมมากขึ้นทุกปีเช่นกัน

นอกจากนี้ในสายวิชาชีพงานนี้ยังถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันวงการรุกขกรรมไทยให้พัฒนาไปพร้อมกัน “มันอาจดูเป็นการแข่งขันที่ไม่มีอะไร แต่ในแวดวงรุกขกรแล้วการแข่งขันนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจและการผลักดันตัวเองที่ดีเลยค่ะ โดยเฉพาะเมื่อมีต่างชาติสนใจเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งทำให้รุกขกรไทยอยากจะถีบตัวพัฒนาฝีมือตัวเองให้เก่งขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันรุกขกรที่มาจากต่างชาติก็จะนำความรู้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันด้วย มันเป็นการพัฒนาที่วินวินทั้งสองฝ่าย เมื่อรุกขกรต่างชาติเข้ามาก็จะมีการอบรมพัฒนาวิชาชีพกันมากขึ้น ก็เป็นการขับเคลื่อนอาชีพนี้ไปในตัว นอกจากนี้ก็ยังมีการสร้างบรรทัดฐานให้อาชีพแบบไม่เป็นทางการที่ดีเกิดขึ้นอีกมากมาย
อย่างมีเคสนึงที่พอแข่งขันแล้วก็สร้างคอมมิวนิตี้ระหว่างกัน ตามโซเชี่ยลมีเดียของกันและกัน มีอยู่คราวหนึ่งที่รุกขกรไทยโพสท์รูปการทำงานบนต้นไม้เล่น ๆ โดยที่แต่งกายแบบลำลองไม่ใช่อุปกรณ์เซฟตี้ในการทำงานใด ๆ ดูผิวเผินก็เหมือนเป็นโพสท์สนุก ๆ ปกติใช่มั้ยคะ แต่ขณะเดียวกันฝรั่งที่เค้าซีเรียสในมาตรฐานเรื่องนี้ก็เข้ามาคอมเมนต์ว่าทำไมแต่งตัวไม่ปลอดภัย มันอันตรายนะ มันไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้เราได้ฟี๊ดแบคจากมุมมองโปรเชฟชั่นนอลแบบมาตรฐานสากลโดยตรงที่เขาจริงจังกับการทำงาน ทำให้ต่อมาน้องรุกขกรไทยก็เข้าใจและปรับเปลี่ยนมาตรฐานของตัวเองไปด้วยเลย จำขึ้นใจเลยในเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย ซึ่งมันดีต่อการทำงานของเขาด้วย หรืออย่างบางคนที่ติดตามโซเชี่ยลมีเดียของนักแข่งฝีมือเทพระดับโลก เขาก็ได้เห็นรุกขกรทำงานแบบไหนอะไรอย่างไร พูดคุยกัน แล้วก็เอามาพัฒนาฝีมือตัวเองให้เก่งขึ้นบ้าง ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนา มีเป้าหมายต้องทำให้ได้ดีกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากเวทีแข่งขันทั้งสิ้น”
เราจัดการแข่งขันปีนต้นไม้ขึ้นมา เพื่ออยากให้คนไทยรู้จักอาชีพรุกขกรมากขึ้น เข้าใจการดูแลและรักษาต้นไม้ในเมืองใหญ่ให้ถูกวิธี ขณะเดียวกันวงการรุกขกรไทยก็ได้พัฒนาศักยภาพด้วย ทุกคนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเมืองให้ดีขึ้น
สำหรับทิศทางต่อไปของ Big Trees Project และสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ก็ยังคงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวไปจนถึงคุณภาพอากาศและทำอย่างไรให้คุณชีวิตของคนเมืองดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ตลอดจนยังคงร่วมส่งเสริมและพัฒนารุกขกรไทยให้ก้าวหน้าต่อไปเช่นกัน ในด้านการแข่งขันปีนต้นไม้อันเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเรื่องนี้นั้นก็มีแผนขยับขยายอยากไปจัดตามต่างจังหวัดดูบ้าง เพื่อทำให้คนไทยรู้จักอาชีพรุกขกรและให้ความสำคัญมากขึ้น ส่วนสถานะแวดวงรุกกรรมไทยในระดับนานาชาตินั้นต่างก็เติบโตขึ้นและได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้น จากเวทีการแข่งขันระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องอย่างได้มาตรฐานมาทุกปี ด้วยความพร้อมและศักยภาพในตอนนี้ทาง International Society of Arboriculture (ISA) ก็อยากช่วยยกระดับรุกขกรรมไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้นด้วยการต่อยอดสนับสนุนและส่งเสริมให้ไทยขยับขึ้นมาเป็นสนามแข่งขันระดับภูมิภาคเอเชีแปซิฟิกซึ่งเวทีการแข่งขันปีนต้นไม้นานาชาตินี้จะเกิดขึ้นในปี 2569 (2026) ณ สวนจตุจักร กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน

มาคอยลุ้นและติดตามความเคลื่อนไหวของงานนี้ต่อไปด้วยกัน แต่ที่แน่ ๆ เราเริ่มมองเห็นอนาคตสดใสของรุกขกรไทยกันบ้างแล้ว และน่าจะได้เห็นการพัฒนาแวดวงรุกขกรรมของไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น เราหวังว่าต้นไม้ในเมืองใหญ่จะมีสุขภาพดีเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนอยากเห็นคุณภาพชีวิตคนเมืองที่ดีขึ้น รวมถึงเห็นเมืองพัฒนาไปในทิศทางที่มีอนาคตสดใสและเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นด้วยเช่นกัน
ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่
– Thailand Climbing Tree Championship
– สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
– สมาคมรุกขกรรมไทย
– Big Tree Project



