อาจจะมีเสียงบ่นอุบบ้างเล็กน้อยเมื่ออัตราค่าธรรมเนียมจัดเก็บขยะใหม่ในเขตกรุงเทพฯ เริ่มต้นใช้งานจริงแล้ว ทว่าหากมองอีกด้านการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีหลายอย่างในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงหลายสิ่ง รวมถึงการรณรงค์ให้คนเมืองเปลี่ยนความตระหนักมาเป็นปรับพฤติกรรมการจัดการขยะอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาพรวมมหานครของโลกแห่งนี้แก้ไขปัญหาขยะในหลากหลายมิติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อัตราที่เปลี่ยนไปกับเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงสังคม
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา กทม. เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจัดเก็บขยะอัตราใหม่จากเดิมครัวเรือนละ 20 บาท/เดือน มาเป็นครัวเรือนละ 60 บาท/เดือน (สำหรับครัวเรือนทั่วไป) ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถาวะการณ์ยุคปัจจุบันตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บขยะที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงความหลากหลายของขยะที่ทำให้จัดเก็บได้ยุ่งยากขึ้น ไปจนถึงปริมาณขยะที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวของเมืองซึ่งนอกจากจะเพิ่มภาระในการกำจัดมากขึ้นแล้วยังรวมถึงภาระที่เกิดจากการไม่แยกประเภทขยะ (ทิ้งรวม) ทีทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายด้วย

ดูเหมือนอัตราที่เปลี่ยนแปลงไปจะเป็นเพียงเงินน้อยนิดแต่ประเด็นนี้ก็มีการถกเถียงกันอยู่พอหอมปากหอมคอ ทว่าหากมองให้ลึกลงไปการเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณเป็นหลักหากแต่มันกลับซ่อนไว้ซึ่งอีกวัตถุประสงค์ที่อาจส่งผลดีต่อเมืองในระยาวมากกว่าเช่นกัน กรณีนี้สำหรับผู้ที่ยังต้องการจะจ่ายค่าจัดเก็บขยะรายเดือนในอัตราเดิม 20 บาท/เดือน ก็สามารถทำการแยกขยะก่อนทิ้งได้ หรือหากมองอีกด้านสิ่งนี้เป็นเสมือน “รางวัล (Reward)” ให้กับผู้ที่มีความรับผิดชอบสังคมในตัว และอาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยผู้ที่สนใจต้องเข้าไปลงทะเบียนแอปพลิเคชัน BKK WASTE PAY (หรือเว็บไซต์ bkkwastepay.bangkok.go.th) เพื่อขอรับสิทธิ์ลดราคามาจ่ายในเรทเดิมและให้เจ้าหน้าที่สะดวกในการจัดเก็บขยะมากยิ่งขึ้น
ร่วมแรงรวมใจไม่เทรวม
รู้หรือไม่ว่าแต่ละวันเขตกรุงเทพฯ ทิ้งขยะมูลฝอยปริมาณเฉลี่ยสูงถึง 9,000 ตัน/วัน แล้วในจำนวนนี้เป็นขยะอินทรีย์และเศษอาหารมากถึง 50% ซึ่งขยะเหล่านี้สามารถเน่าเสียและส่งมลพิษทางกลิ่นได้รวดเร็วอันจะตามมาด้วยปัญหาอีกมากมายซึ่งก็รวมถึงปัญหาเรื่องโรคภัยและสุขภาพของประชากรอีกด้วย แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่แท้จริงเพราะปัญหาหนักกว่านั้นก็คือการทิ้งขยะแบบเทรวมที่ทำให้ขยะอินทรีย์ปนเปกับขยะอื่นทั่วไป จุดนี้ไม่ใช่แค่เสียเวลาในการแยกขยะเพื่อที่จะกำจัดแต่ละประเภทได้สะดวกขึ้นเท่านั้น แต่มันยังทำให้ขยะอื่นที่ถูกปนเปือนมีอันตรายได้รวมถึงทำให้ขยะบางประเภทไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้เช่นกันการแยกขยะเบื้องต้นอย่างง่าย ๆ ที่พอจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้มากก็คือการเริ่มจากแยกขยะเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ นั่นคือ ขยะเปียก (ขยะอินทรีย์และเศษอาหาร) กับ ขยะแห้ง (ขยะอื่น ๆ) เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้กระบวนการทุกอย่างดีขึ้นและสร้างคุณประโยชน์อีกมากมาย แต่หากอยากช่วยให้คุณภาพชีวิตเราตลอดจนคุณภาพชีวิตโดยรวมของเมืองดีขึ้นก็ควรร่วมมือกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้การแยกขยะเป็นความรับผิดชอบปกติของทุกคน ซึ่งนี่ดูเป็นทางออกที่ดีที่สุด

จากการรณรงค์ “ไม่เทรวม” ของทาง กทม. ทำให้เราเห็นเกณฑ์การแยกขยะโดยแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ดังนี้
- ขยะเศษอาหาร (ถังสีเขียว)
- ขยะทั่วไป (ถังสีน้ำเงิน)
- ขยะอันตราย (ถังสีส้ม)
- ขยะรีไซเคิล (ถังสีเหลือง)
โดยสามารถดูรายละเอียดจากเอกสาร “ฮาวทูทิ้ง” ที่ทาง กทม. จัดทำไว้เป็นคู่มือเบื้องต้นสำหรับแยกและจัดกลุ่มขยะแต่ละประเภทให้ถูกต้องก่อนทิ้ง ตลอดจนไกด์สีสำหรับถังขยะแต่ละประเภทเพื่อให้เป็นทิศทางเดียวกัน เข้าใจตรงกัน และจัดการทั้งระบบง่ายขึ้นอีกด้วย ซึ่งโค้ดสีแต่ละประเภทนั้นสามารถนำไปใช้กับถังขยะสาธารณะตลอดจนถังขยะส่วนตัวในที่พักอาศัยได้เช่นกัน และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของขยะและวิธีทิ้งต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ Greener Bangkok (greener.bangkok.go.th)
แค่ปรับ เมืองก็เปลี่ยน
แน่นอนว่าการปรับขึ้นอัตราค่าเก็บขยะจะทำให้มีงบประมาณไปปรับปรุงและพัฒนาการกำจัดขยะให้ดีขึ้น แต่ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนแยกขยะเป็นปกติวิสัยก็น่าจะดีสำหรับเมืองในระยะยาวด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นผลดีที่จะเกิดขึ้นเบื้องต้น ความจริงแล้วมีอีกหลายมิติมากมายที่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

ขยะเปียกที่ไม่เสียเวลาแยกจะทำให้นำไปทำปุ๋ยชีวภาพตลอดจนนำไปผลิตพลังงานชีวภาพได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันขยะที่ไม่ปนเปื้อนก็สามารถนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นกัน นอกจากนั้นขยะอันตรายจะสามารถนำไปกำจัดได้อย่างถูกวิธีและทำให้เราเสี่ยงอันตรายน้อยลง นั่นยังไม่นับการทำให้รถขนขยะสะอาดและปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น (ทั้งต่อคนทั่วไปและเจ้าหน้าที่เก็บขยะด้วย) ลดมลพิษทางกลิ่นได้ และทำให้ขนส่งขยะได้รวดเร็ว
ถ้าหากมองให้ไกลกว่านั้นระบบการขนส่งขยะที่ดีขึ้นก็จะทำให้ใช้พลังงานในการขนส่งน้อยลงและทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันถ้าเราสามารถรีไซเคิลขยะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็อาจทำให้ลดการใช้ทรัพยากรน้อยลง มีการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่ามากขึ้น อีกด้านการบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพสามารถทำให้ประหยัดงบประมาณได้อีกมหาศาลทำให้เราสามารถนำเงินเหล่านี้ไปพัฒนาเมืองในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของทฤษฎี Butterfly Effect ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอีกมากมายที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงนิดเดียว และแค่เริ่มต้นจากตัวเรา
ระบบจัดการขยะในอนาคต (ที่เราหวัง)
ถึงแม้ว่านโยบายการแยกขยะไม่ใช่เรื่องใหม่ในบ้านเรา แต่การเริ่มต้นจัดระบบระเบียบในเรื่องนี้ ณ เวลานี้ก็ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย เราหวังว่าจุดเริ่มต้นครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาเมืองและต่อยอดระบบกำจัดขยะให้ก้าวหน้าขึ้นไปพร้อมกับเมืองที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะเรื่องขยะนี้มันกลายเป็นปัญหาใหญ่ทำลายเมืองได้ไม่ยากเลย


ตัวอย่างการจัดการขยะที่พัฒนาไปตามยุคสมัยนั้นมีให้ศึกษามากมาย อาทิ ญี่ปุ่นที่เป็นประเทศขึ้นชื่อในเรื่องการบริหารจัดการขยะนั้นก็ได้เริ่มนำ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามาช่วยในระบบแยกขยะและกำจัดขยะในยุคนี้ด้วย หรือการพัฒนาระบบถังขยะอัจฉริยะในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ (และอีกหลายเมือง) ที่เริ่มนำระบบ Underground Refuse Systems (URS) หรือระบบถังขยะใต้ดินที่มีพื้นที่จัดเก็บขยะขนาดใหญ่ด้านล่าง มิดชิด ปลอดภัย และระบบรถยกถังขยะไปทิ้งได้เลยโดยไม่ต้องถ่ายเทขยะจากถังสู่รถขยะเพื่อทำให้เกิดการกระจายเชื้อโรคตลอดจนสร้างมลพิษให้เมือง นอกจากนี้ก็ยังนำระบบนี้มาใช้ร่วมกับระบบ RFID Card ที่ให้พลเมืองมีการ์ดสำหรับแตะเปิดเพื่อทิ้งขยะ นอกจากจะทำให้มีฝาปิดแน่นหนาแล้วก็ยังทำให้ไม่เกิดการคุ้ยขยะให้สกปรกได้อีกด้วย
นั่นยังไม่นับรวมระบบ Automatic Waste Collection System (AWCS) ที่เป็นระบบลำเลียงและจัดการขยะอัตโนมัติเชื่อมต่อกันทั่วทั้งเมืองโดยไม่ต้องใช้รถขยะขนส่งเลย ซึ่งเป็นวิถีการจัดการขยะแบบยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อโลกอย่างยิ่ง หรือการพัฒนานวัตกรรมวัสดุต่าง ๆ ที่ทำให้ขยะย่อยสลายง่ายและรวดเร็วขึ้น เป็นต้น แต่เหล่านี้ล้วนเป็นการจัดการปัญหาปลายทางทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดอาจต้องชวนมามองกันที่การจัดการต้นทางด้วย นั่นก็คือการปรับพฤติกรรมการบริโภคเพื่อให้เกิดขยะน้อยที่สุด ไปจนถึงการแยกขยะเพื่อให้กำจัดได้ง่าย รวดเร็ว และก่อผลกระทบให้น้อยที่สุด เป็นต้น

เราหวังว่าก้าวแรกของกรุงเทพฯ ครั้งนี้จะนำไปสู่ก้าวต่อไปที่ดียิ่งขึ้น มีนโยบายบริหารจัดการขยะที่ก้าวทันการพัฒนาของเมือง นำนวัตกรรมก้าวหน้ามาใช้จัดการระบบขยะของเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตคนเมืองให้ดีขึ้น และทำให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ภาพถ่าย: Bangkok Greener, MetroTaifun
ที่มาข้อมูล:
– greener.bangkok.go.th
– wastedirect.co.uk
– www.core77.com
– www.marimatic.com



