
ถึงแม้ว่าภาวะโลกร้อนจะเข้าขั้นวิกฤตแล้ว แต่ภารกิจกอบกู้โลกยังคงต้องขับเคลื่อนกันต่อไป การขับเคลื่อนก้าวสำคัญของไทยอย่าง Bangkok Climate Action Week (BKKCAW) 2025 นั้นถือเป็นก้าวแรกในการรวมตัวด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการจุดพลังพลเมืองให้หันมาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ได้อย่างแท้จริง หนึ่งในกิจกรรมที่ขับเคลื่อนได้อย่างทรงพลังก็คือ Photographers’ Reportage นิทรรศการภาพถ่ายสารคดีข่าวด้านสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ซึ่งนิทรรศการนี้อยู่ภายใต้โปรเจกต์ร่มใหญ่อย่างนิทรรศการศิลป์ FRONTLINES ที่ต้องการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารและรณรงค์เรื่องโลกร้อนนั่นเอง
“A picture is worth a thousand words.” ภาพหนึ่งภาพอาจสื่อสารแทนคำพูดได้นับพัน ขณะเดียวกันวลีอมตะนี้ก็สะท้อนให้เห็นภาพอันทรงพลังของนิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้ได้ดีเช่นกัน วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักและพูดคุยกับหัวเรือคนสำคัญอย่าง คุณเข้ม-ชนาธิป แก้วสุข ช่างภาพโฆษณาฝีมือเยี่ยมที่ผันตัวมารับหน้าที่ Exhibition Producer ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนิทรรศการนี้ การขับเคลื่อนด้วยพลังสร้างสรรค์ครั้งนี้จะน่าสนใจอย่างไรบ้างไปติดตามกัน

จับมือกันเพื่อส่งพลังแห่งการเล่าเรื่อง
การขับเคลื่อนเพื่อช่วยโลกนั้นทำได้หลากหลายรูปแบบทว่าสิ่งสำคัญกว่านั้นคือการร่วมมือกันที่อาจเป็นพลังขับเคลื่อนได้ดีกว่าการเดินเพียงลำพัง จุดเริ่มต้นของนิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้เริ่มมาจากที่ คุณทอม-ธีระฉัตร โพธิสิทธิ์ ได้รับมอบหมายให้จัดนิทรรศการสำหรับงาน BKKCAW ที่ BACC ขึ้น พื้นที่จัดแสดงบริเวณโถงโค้งตรงกลางนั้นมีอยู่หลายชั้น ส่วนหนึ่งแบ่งเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะที่ทางคุณทอมทำงานร่วมกับ ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ ในการนำเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกันงานศิลป์เพื่อขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม อีกส่วนยังคงเป็นพื้นที่ว่างเหลืออยู่ เหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณทอมถือโอกาสชวนคุณเข้มเข้ามาร่วมสร้างสรรค์งานด้วยกัน

“พี่ทอมถามผมว่าสนใจอยากทำอะไรไหม อันที่จริงผมเป็นช่างภาพโฆษณา ทำงานคอมเมอร์เชียลเสียส่วนใหญ่ แล้วขณะเดียวกันผมก็เป็นบรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ของตัวเอง themissionth.co ซึ่งเคยนำเสนอเรื่องประเด็นสังคมแล้วก็เรื่องวิถียั่งยืน (Sustainable) มาบ้างเหมือนกัน ก็เลยตอบตกลงและอยากลองทำดู” ด้วยความทำงานถ่ายภาพเป็นทุนเดิมคุณเข้มจึงอยากทำนิทรรศการภาพถ่ายในสเกลใหญ่นี้ดูสักครั้ง ทว่าถึงแม้จะเป็นช่างภาพมืออาชีพที่ไม่เคยทำงานเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเลย การจัดนิทรรศการภาพถ่ายเล่าเรื่องโลกร้อนครั้งนี้จึงทำให้เขากลายเป็นมือใหม่หัดขับที่เพิ่งเริ่มต้นลงสนามครั้งแรกด้วยเช่นกัน
เราอยากเชิดชูช่างภาพข่าว
เพราะพวกเขาเหล่านี้
คือแนวหน้าที่คอยต่อสู้เพื่อพวกเรา
“ถ้ามันจะพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบถึงแก่น ผมว่าก็ควรเอาคนที่เขาเคยเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และพื้นตรงนั้นจริง ๆ มาเล่าดีกว่า” เนื่องจากผลงานส่วนใหญ่ของคุณเข้มเป็นสายคอมเมอร์เชียล ประกอบกับตนไม่ได้ทำงานสายสิ่งแวดล้อมโดยตรง ขณะเดียวกันเขากลับรู้จักและคุ้นเคยกับเพื่อนช่างภาพสายข่าวกันเยอะซึ่งคนเหล่านี้ยังเป็น Contributor ให้กับ Thai News Pix เอเจนซี่ภาพข่าวไทยระดับสากลตลอดจนพาให้ไปรู้จักกับ ฮาร์ดสตอรี่ (HARDSTORIES) สื่ออิสระเล่าเรื่องราวสืบสวนเชิงลึกแบบไม่แสวงหาผลกำไร เขาจึงตัดสินใจไม่แสดงงานของตนและปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นโปรดิวเซอร์ในการจัดนิทรรศการครั้งนี้แทน “เราก็อยากเชิดชูช่างภาพข่าวด้วย อยากให้คนเห็นคุณค่าคนเหล่านี้มากขึ้น เพราะในเมืองไทยคนเหล่านี้มักถูกมองข้าม ได้รายได้น้อย เวลาทำข่าวแต่ละเรื่องก็ต้องลงไปขลุกอยู่ในพื้นที่หลายวันกว่าจะได้งานมาสักชิ้น บางคนถ่ายเองแล้วก็เขียนเองด้วย เขาทุ่มเทและเหนื่อยกันมาก อาจจะไม่คุ้มกับค่าจ้างด้วยซ้ำ เราก็เลยอยากช่วยเหลือเขาตรงนี้ด้วย และอยากเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยพวกเขาพูดความจริงในอีกด้านที่หลายคนไม่เห็น” นอกจากการเป็นหัวเรือใหญ่ก่อร่างสร้างนิทรรศการแล้วอีกความตั้งใจของเขาก็คือการเป็นกระบอกเสียงส่งสารเตือนสังคมไปพร้อมกัน

ศาสตร์และศิลป์แห่งการสื่อสารความจริง
นอกจากบทบาทในการบริหารจัดการตลอดจนช่วยอำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อทำให้นิทรรศการภาพถ่ายครั้งนี้เกิดขึ้น หน้าที่อีกมิติของเขาที่เราอยากพูดถึงด้วยเช่นกันก็คือการเป็นบรรณาธิการภาพถ่ายของนิทรรศการนี้ที่ต้องทำหน้าที่คัดสรรภาพมาจัดแสดง วางแผนการเล่าเรื่อง ออกแบบนิทรรศการ ตลอดจนเรียงร้อยให้การสื่อสารทั้งหมดให้กลมกล่อมและทรงพลัง “ภาพทั้งหมดจะเป็นภาพที่เคยถ่ายไว้แล้ว แต่เราจะนำมาคัดเลือกกันใหม่ให้เหมาะกับนิทรรศการครั้งนี้ครับ ผมกับช่างภาพและพาร์ทเนอร์ก็จะมานั่งคุยกันว่าทิศทางของนิทรรศการนี้จะเป็นอย่างไร เราจะเล่าเรื่องยังไงให้น่าสนใจ บางภาพที่มันเชิงลบมากเกินไปก็อาจจะไม่เหมาะ แต่ละภาพต้องมี Context เล่าเรื่องได้ อีกด้านเราอยากนำเสนอนิทรรศการในเชิง Editorial Photo ด้วย คือมีภาพถ่ายประกอบคำบรรยาย (Caption) ให้เสมือนการนำเสนอภาพข่าวจริง” ด้วยกรอบของงานนี้เป็นรูปแบบของนิทรรศการศิลปะคุณเข้มจึงวางทิศทางการคัดเลือกภาพมาจัดแสดงให้เป็นภาพที่ดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวในนั้น ภาพเหล่านี้จะมาพร้อมคำบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อทำให้การสื่อสารทรงพลังมากยิ่งขึ้น

จุดประสงค์ของนิทรรศการนี้อยากให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาชมนิทรรศการศิลปะมากกว่ามาดูการรณรงค์เรียกร้องหรือประท้วงโจมตีในประเด็นใด เพื่อให้คนดูไม่รู้สึกอึดอัดหรือถูกยัดเหยียดจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ภาพรวมมีลุคเป็นนิทรรศการศิลปะเกินไปจนทำให้คนดูลืมหัวใจของการสื่อสารครั้งนี้ ทำให้การดีไซน์นิทรรศการจึงออกมาในรูปแบบคล้ายการจำลองออฟฟิศสำนักข่าวซึ่งช่วยเพิ่มพลังในการสื่อสารให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น “เราไม่ได้จัดแสดงภาพถ่ายในกรอบสวยงาม พรินต์ภาพบนกระดาษที่อาจคุณภาพไม่ดีสักเท่าไร แล้วนำมาแปะผนังเรียงรายอย่างไม่เป็นระเบียบนัก เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ให้คล้ายกับบรรยากาศในออฟฟิศสำนักข่าวที่แปะโน่นติดนี่ยุ่งเหยิงไปหมด” ขณะเดียวกันอีกมิติคนดูอาจรู้สึกเหมือนการติดโพสเตอร์ตามกำแพงสาธารณะ เพียงแต่ว่าคราวนี้ไม่ใช่การโฆษณาสินค้าหรืออิเวนต์ใด ๆ หากแต่เป็นการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการรายงานข่าวนั่นเอง
ช่างภาพข่าวจะมีความเป็นกลาง
มีจริยธรรมแฝงอยู่ในภาพถ่ายเสมอ
เขาเห็นอย่างไร ก็ต้องถ่ายอย่างนั้น
ภาพที่ได้จะไม่ตกแต่งอะไรเพิ่มเติม
มันเป็นการบันทึกความจริง
“ธีมของนิทรรศการทั้งหมดคือ FRONTLINES มันหมายถึงแนวหน้าที่กำลังต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อน แล้วในส่วนนิทรรศการย่อยที่เป็นภาพถ่ายนี้เราก็ตั้งชื่อว่า Photographers’ Reportage ซึ่งก็หมายถึงช่างภาพที่รายงานข่าวเพื่อสื่อสารถึงพวกเขาโดยตรงเลย ซึ่งพวกเขานี่แหละก็คือแนวหน้าคนสำคัญที่กำลังช่วยพวกเราต่อสู้และเรียกร้องในเรื่องสิ่งแวดล้อมเช่นกัน” คุณเข้มอธิบายถึงคอนเซปต์และที่ไปที่มาของชื่อนิทรรศการครั้งนี้
ในอีกมิติที่เลือกคำว่า Photographers’ Reportage มาเป็นชื่อนิทรรศการย่อยนี้ก็เพื่อต้องการสื่อความหมายถึงการรายงานความจริงด้วย เพราะโดยพื้นฐานแล้วสิ่งนี้คือจริยธรรมเบื้องต้นของนักสื่อสารมวลชนทุกคน ซึ่งนักข่าวก็คือการเขียนรายงานความจริงเล่าผ่านตัวอักษรหรือคำพูด และช่างภาพข่าวก็คือการถ่ายภาพเหตุการณ์จริงจากสถานที่จริงเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงผ่านภาพถ่ายโดยไม่ผ่านการจัดฉากหรือปรับแต่งภาพใด ๆ ทั้งสิ้น และบรรทัดฐานการรายงานความจริงนี้ก็คือสิ่งที่สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือด้วยนั่นเอง

พลังของภาพถ่ายกับการเป็นกระบอกเสียงด้านสิ่งแวดล้อม
จากเรื่องไกลตัวกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ในมุมมองของช่างภาพเราจึงอยากถามเรื่องการนำภาพถ่ายมาสื่อสารและขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ว่าประสบความสำเร็จเพียงใด “ผมรู้สึกว่าภาพถ่ายมันมีน้ำเสียง อยู่ที่ว่าผู้ถ่ายต้องการจะบอกอะไรกับเรา ขณะเดียวกันคนเสพภาพก็เลือกมุมในการรับรู้ได้เช่นกัน โอเคปกติเรามักตื่นตาตื่นใจกับภาพธรรมชาติหรือแลนด์สเกปสวย ๆ กันมาเยอะแล้ว หรือแม้แต่ภาพถ่ายเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติที่สวย ๆ เราก็เห็นกันมาบ่อยแล้ว แล้วยุคนี้ยิ่งมีภาพจาก Ai ที่จะสร้างสรรค์ให้เหนือจินตนาการอย่างไรก็ได้ แต่ผมก็อยากบอกว่าโลกเรายังมีภาพถ่ายอีกประเภทที่เป็นภาพข่าว ภาพบันทักประวัติศาสตร์ ภาพที่บันทึกความจริงแบบไม่ปรับแต่งอะไร บางครั้งมันอาจไม่สวยงามชวนดูนัก แต่คือข้อมูลสำคัญที่สื่อสารความจริง”
สำหรับนิทรรศการ Photographers’ Reportage ครั้งนี้จัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ระหว่างวันที่ 23 กันยายน–5 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา งานนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีพอสมควร ในฐานะโปรดิวเซอร์ผู้จัดนิทรรศการคราวนี้เขารู้สึกอย่างไรกับการเป็นผู้สร้างสรรค์ตลอดจนการตอบรับจากสังคม “งานนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเลยครับ ทางด้านพาร์ทเนอร์ที่ร่วมทำงานด้านภาพทั้งหลายเขามาดูแล้วก็ชอบกันมาก ในส่วนของคนที่มาดูก็ประทับใจกันส่วนใหญ่ บางคนมาดูแล้วแปลกใจว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นจริงขนาดนี้เลยเหรอ อีกอย่างที่เราสังเกตได้จากคนดูพบว่าคนไทยมักจะเดินดูเฉย ๆ ผ่าน ๆ แต่คนต่างชาติจะยืนดูและอ่าน caption ภาพไปด้วย เขาสนใจเรื่องราวและสิ่งที่เราต้องการสื่อสารจริง ๆ อีกอย่างรูปทั้งหมดมันเป็นรูปในเมืองไทยที่ถ่ายมาจากที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ คนไทยอาจจะรู้สึกคุ้นชิน แต่สำหรับชาวต่างชาติมันเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ทำให้เขาอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น”

เปลี่ยนจากมุมมองผู้สร้างสรรค์มาเป็นจิตวิญญาณผู้เสพกันบ้าง เราถามคุณเข้มในฐานะคนดูว่าชื่นชอบภาพไหนเป็นพิเศษและรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ชมนิทรรศการนี้ “จริง ๆ ผมชอบทุกภาพเลยนะ แล้วก็นับถือนักข่าวทุกท่านเลย ภาพข่าวมันเป็นภาพที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก แต่ถ้าให้ลองเลือกภาพที่อยากพูดถึงก็คงจะเป็นภาพเมืองกรุงท่ามกลางวิกฤต PM2.5 ผมว่ามันเป็นสถานการณ์ใกล้ตัวเราที่สุด ดูแล้วรู้สึกว่ามันจะสะพรึงหน่อย” ภาพนี้ยังเป็นภาพเปิดของนิทรรศการครั้งนี้ด้วย เป็นภาพถ่ายยามเช้ามืดของกรุงเทพฯ ที่มีฉากตึกสูงระฟ้าเรียงรายอยู่ท่ามกลางชุมชนเมือง พระอาทิตย์กำลังทอแสงรำไรทำให้ภาพเป็นโทนสีส้มเคล้าหมอกขมุกขมัว เมื่อก่อนเราอาจจะดูแล้วรูสึกว่าสวยงามโรแมนติกจัง ทว่ายุคนี้ที่เรารู้จัก PM2.5 มันกลับกลายเป็นว่าดูแล้วรู้สึกหดหู่และอันตรายทีเดียว

อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงกับโลกที่เปลี่ยนไป
สุดท้ายนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและรณรงค์เรื่องโลกร้อนเราอยากถามถึงมุมมองส่วนตัวของคุณเข้มในการมองถึงประเด็นปัญหานี้กันบ้าง “ผมเป็นคนที่มองเรื่อง Climate Change แบบมุมมืด (Dark Side) นิดนึงครับ คือการที่ผมมาทำเว็บไซต์ themissionth.co ที่พูดเชิงสังคมบ้างเหมือนกัน มันทำให้ผมรู้สึกว่าเรื่องโลกร้อนหรือความยั่งยืน (Sustainability) ใด ๆ มันควรจะเริ่มจากตัวบุคคลก่อน ถ้ามันเริ่มจากองค์กรใหญ่หรือกลายเป็นนโยบายรัฐที่คอยบังคับชี้นำให้ทำโน่นทำนี่ ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ คือเอาจริงเวลาคนเรามันโดนบังคับอะไรมาก ๆ น่ะมันมักจะต่อต้านและไม่อยากทำ”

“หรือพอเราทำแต่อีกคนไม่ทำ มันก็รู้สึกว่าไม่แฟร์หรือเปล่า คนรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ทำไป ไอ้ฝั่งที่ทำลายก็ยังไม่สนอะไร มันก็กลายเป็นว่าเราต่อสู้กันแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ไหนแต่ไร จนตอนนี้ก็ยังไม่จบ แถมหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ส่วนตัวผมเลยรู้สึกว่ามันควรเริ่มด้วยการเปลี่ยนทัศนคติจากคนกันก่อนดีไหม คือไม่ได้อยากบอกว่าต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา แต่อยากให้มันมีวิธีที่ดีที่ทำให้ทุกคนอยากเริ่มต้นที่ตนเอง” เรื่องนโยบายอาจเป็นเรื่องเข้าใจยาก ทำอย่างไรที่จะทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องเข้าใจง่ายและอยากปฏิบัติตาม อีกอย่างคือต้องให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กให้เท่ากับคนตัวใหญ่ (หรือองค์กรใหญ่) และต้องทำให้เรื่องนี้กลายเป็นวิถีและไลฟ์สไตล์ให้ได้ คุณเข้มเสริมต่อเรื่องตัวอย่างที่อาจทำให้เรามองเห็นภาพได้ง่ายและชัดเจนขึ้น อย่างเช่นถ้าเราไปเมืองโคเปนเฮเกนในเดนมาร์ก เราคงไม่ต้องไปรณรงค์บอกเขาให้ขี่จักรยานกัน เพราะนั่นคือวิถีปกติของเมืองนี้ไปเสียแล้ว
เรื่องสิ่งแวดล้อมควรเริ่มต้นจากคนตัวเล็ก
ทำให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ปกติของสังคมให้ได้ก่อน
แล้วค่อยขยับสู่การขับเคลื่อนระดับนโยบายประเทศ
“คือถ้าพอบอกว่าเรื่อง Climate Change เป็นเรื่องของรัฐ มันจะเริ่มไปไกลละ มันเป็นภาพใหญ่มากทำให้บางทีคนตัวเล็ก ๆ อย่างประชาชนมองภาพไม่ออก สรุปว่ามันทำเพื่ออะไรกันแน่ ถ้าทำให้มันเห็นภาพง่าย ๆ ว่าเราทำกันเพื่ออะไร เราจะได้รับผลอะไร อย่างเช่น เก็บขยะทำให้ชุมชนสะอาดน่าอยู่ ไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำทำให้น้ำสะอาด เป็นต้น ซึ่งมันจะทำให้เราปฏิบัติได้ง่าย และให้ความร่วมมือได้ดีขึ้น” แน่นอนว่าเรื่องเป้าหมายระดับโลกและนโยบายระดับชาติถึงดูเป็นเรื่องยากแต่ก็ควรให้ความสำคัญและเร่งปฏิบัติโดยเร็วเช่นกัน ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมและขับเคลื่อนในระดับย่อยเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกพลังต่างมุ่งหวังให้โลกใบนี้ผ่านพ้นวิกฤตเลวร้ายไปให้ได้เช่นกัน

สัปดาห์การขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศกรุงเทพฯ
สำหรับ Bangkok Climate Action Week (BKKCAW) 2025 หรือ สัปดาห์การขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศกรุงเทพฯ นี้ถือเป็นการจัดกิจกรรมขึ้นครั้งแรกในเมืองไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยงานนี้ได้รับแรงบันดาลใจและการสนับสนุนจากงานสัปดาห์การขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศลอนดอน (London Climate Action Week – LCAW) ซึ่งถือว่าเป็นเวทีรวมพลังด้านภูมิอากาศอิสระที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

ภายในงานได้นำกิจกรรมสาธารณะ ศิลปะ นิทรรศการ ห้องหารือนโยบาย ไปจนถึงการทดลองขับเคลื่อนโดยชุมชน มาประยุกต์ทำงานเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง ความกล้าหาญ และก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างยั่งยืน และหวังให้งาน BKKCAW นี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตลอดจนเป็นพลังขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาคที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างแท้จริง
“It’s not too late to act,
but it is too late to delay.”
ยังไม่สายเกินไปที่จะลงมือ
แต่สายเกินไปแล้วที่จะผัดวันประกันพรุ่ง
ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่
Bangkok Climate Action Week (BKKCAW): www.bangkokclimateactionweek.org
Thai News Pix: www.thainewspix.com
HARDSTORIES: hardstories.org
The MISSION: www.themissionth.co



