ภาพถ่ายเมืองท่ามกลางหมอกสีขาวดูเหมือนจะสวยงามและน่าไปเที่ยว ทว่าความจริงแล้วมันกลับกลายเป็นภาพของเมืองกำลังอยู่ท่ามกลางหมอกมลพิษที่ดูอันตรายต่อชีวิตและไม่ควรไปเยือนอย่างยิ่ง ภาพที่ว่านั้นคือภาพของกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์แต่ไม่เป็นมิตรกับคุณภาพชีวิตเอาเสียเลย แต่เดี๋ยวก่อน! ภาพที่ไม่น่าจดจำนั้นกำลังจะเป็นอดีตเพราะล่าสุดปักกิ่งพยายามอย่างสุดฝีมือจนทำให้เมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีอากาศย่ำแย่มากที่สุดในโลกให้กลายเป็นเมืองอากาศปลอดโปร่งน่าหายใจ

ปักกิ่งในวันอากาศสดใส
เมื่อช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา Beijing Municipal Ecology and Environment Bureau องค์กรด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของปักกิ่งได้ออกมาประกาศว่าปี 2025 ที่ผ่านมาปักกิ่งมีค่าเฉลี่ย PM2.5 อยู่ที่ระดับ 27 µg/m³ (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีค่าเฉลี่ยลดต่ำลงกว่าระดับ 30 µg/m³ แล้วตลอดทั้งปี 2025 กรุงปักกิ่งมีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์ดีถึงปานกลางรวม 311 วัน เพิ่มขึ้น 21 วันจากปีก่อน (2024) คิดเป็นสัดส่วนวันอากาศมากถึง 85.2% ของทั้งปีซึ่งเป็นอัตราส่วนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดมาเลยทีเดียว

หากลงลึกในรายละเอียดไปอีกหน่อยจากข้อมูลพบว่าตั้งแต่เดือนมีนาคม-ตุลาคม 2025 กรุงปักกิ่งมีค่า PM2.5 ต่ำแบบต่อเนื่องยาวนานถึง 227 วันหรือเกือบ 8 เดือนติดต่อกันโดยที่ไม่มีวันอากาศย่ำแย่โผล่มาคั่นในช่วงเวลานี้แม้แต่วันเดียว ในขณะเดียวกันวันที่มีมลพิษหนักก็ลดเหลือเพียง 1 วันต่อปีเท่านั้นซึ่งนับเป็นตัวเลขต่ำสุดในประวัติการณ์อีกเช่นกัน เหตุการณ์นี้เหมือนจะดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเพราะในขณะที่หลายเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤต PM2.5 รายแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมืองที่เคยมีมลพิษหนักหน่วงที่สุดในโลกนี้กลับมีแนวโน้มอากาศดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสถานการณ์สวนทางกันที่ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตาในทันที

จากหายนะสู่ปาฏิหาริย์
จากเมืองที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ติดอันดับต้นของโลกสู่เมืองที่มีอากาศสะอาดสดใสปลอดโปร่งราวปาฏิหาริย์ ความมหัศจรรย์นี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหากแต่เป็นการลงมือทำ (แก้ไข) อย่างเป็นจริงเป็นจังและอดทน กรณีนี้ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนราวช่วงปี 2013 กรุงปักกิ่งเคยตกไปอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดแบบไม่มีวันลืม คุณภาพอากาศของเมืองอยู่ในระดับย่ำแย่ที่สุดจนได้รับการขนานนามว่า Airpocalypse ซึ่งเป็นการบัญญัติศัพท์ใหม่มาจากคำว่า “Air-อากาศ” ผสมกับคำว่า “Apocalypse-หายนะ” ซึ่งในปีนั้นกรุงปักกิ่งประสบปัญหามีมลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

โดยวันที่ค่าฝุ่นละอองในอากาศ PM2.5 สูงสุดวัดได้ถึง 569 µg/m³ ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ 25 µg/m³ ถึงกว่า 22 เท่า และตลอดทั้งปี 2013 มีค่าเฉลี่ย PM2.5 แตะระดับอยู่ที่ 100 µg/m³ ซึ่งก็สูงกว่าค่ามาตรฐานของอนามัยโลกถึง 10 เท่าเลยทีเดียว สถานการณ์ในตอนนั้นส่งผลกระทบมากมายหลายมิติ ทั้งต่อการดำเนินชีวิตปกติของผู้คน นำไปสู่การประกาศให้สถานศึกษาหยุดการเรียนการสอน กระทั่งระงับเที่ยวบินและปิดสนามบิน ไปจนถึงมีผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสเพราะความเลวร้ายในครั้งนั้นทำให้ส่วนปกครองท้องถิ่นกรุงปักกิ่งตระหนักถึงภัยร้ายแรงนี้อย่างมากและเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา

นโยบายเปลี่ยนเมือง
สิ่งที่ทำให้ปักกิ่งพลิกฟื้นขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องของโชค ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แล้วก็ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพียงข้ามคืน หากแต่การพลิกสถานการณ์แบบหน้ามือเป็นหลังมือนี้เกิดจากเจตจำนงที่ชัดเจนของเมือง การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเริ่มตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองท้องถิ่น ไปจนถึงประชาชนทุกคน ที่มีการวางแผนระยะยาว ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และให้ความร่วมมือกันทุกฝ่าย จนทำให้เรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นจริงได้ในที่สุด

ปี 2013 รัฐบาลจีนประกาศ Air Pollution Prevention and Control Action Plan ซึ่งเป็นแผนระดับชาติที่มุ่งเป้าไปยังสี่แนวรบพร้อมกัน ได้แก่ ควบคุมการเผาถ่านหิน, การจัดการไอเสียรถยนต์, การลดมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม, และการกำจัดฝุ่นในเมือง ที่สำคัญกว่านั้นคือทุกหน่วยงานต้องลงนามรับผิดชอบในเป้าหมายร่วมกันอย่างเป็นทางการด้วย ไม่ใช่แค่ประกาศแล้วก็ปล่อยผ่านไป อีกนโยบายที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากก็คือ Blue Sky War (2018-2020) ที่นำสู่แผนปฏิบัติการสามปีเพื่อชนะสงครามฟ้าสีคราม (Three-Year Action Plan to Win the Blue Sky War) โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการประกาศเขตควบคุมมลพิษพิเศษใน 28 เมืองทางตอนเหนือ เปลี่ยนระบบทำความร้อนครัวเรือนเป็นก๊าซธรรมชาติ พัฒนาระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และย้ายโรงงานอุตสาหกรรมหนักออกจากเขตเมือง ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในปักกิ่งเริ่มลดลงมาเหลือ 37.5 µg/m³ ในปี 2020 ได้ในที่สุด

นวัตกรรมเปลี่ยนอนาคต
เมื่อสำเร็จแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จยิ่งขึ้นไป แผนปฏิบัติการต่อยอดสู่แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (14th Five-Year Plan for Renewable Energy Development) (2021 – 2025) ซึ่งจีนได้เริ่มดำเนินการตามแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนโดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานลมและแสงอาทิตย์เป็น 20% ของพลังงานทั้งหมดภายในปี 2025 นำเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม ผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบรวมถึงการออกนโยบายให้ได้ป้ายทะเบียนรถ EV ง่ายกว่ารถน้ำมัน และการบังคับไม่ให้รถยนต์เก่าที่ปล่อยมลพิษสูงลงมาวิ่งบนท้องถนน จนทุกวันนี้จำนวนรถ EV ในปักกิ่งเกินหนึ่งล้านคันแล้ว และมีสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าของเมืองอยู่ที่ระดับ 26% เลยทีเดียว

ท่ามกลางการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างมีแบบแผนและดำเนินการจริงจัง ขณะเดียวกันปักกิ่งก็ยังกลายเป็นพื้นที่ทดลองด้านนวัตกรรมกำจัดมลพิษที่น่าสนใจอีกด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ Smog Free Tower ที่พัฒนาขึ้นโดย Daan Roosegaarde ดีไซน์เนอร์ชาวดัตช์ซึ่งออกแบบเครื่องกรองอากาศขนาดยักษ์สุดล้ำสูงกว่า 7 เมตร มาติดตั้งไว้ ณ กรุงปักกิ่งในปี 2016 โดยหอกรองอากาศนี้ติดตั้งเทคโนโลยีประจุไฟฟ้าเชิงบวก (Positive Ionization) ที่ดูดอนุภาคมลพิษเข้ามากรองแล้วปล่อยอากาศสะอาดออกมาได้ราว 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง สามารถลดฝุ่นละอองระดับอนุภาค PM10 ได้ถึง 45% และ PM2.5 ได้ถึง 25% แถมยังใช้พลังงานน้อย รวมถึงดีไซน์ของหอกรองอากาศก็ยังดูเท่ล้ำไม่ซ้ำใครแถมเป็นประติมากรรมตกแต่งเมืองได้น่าสนใจไปในเวลาเดียวกัน

นอกจากนั้นยังมีนวัตกรรม Mist Cannon หรือเครื่องพ่นละอองน้ำขนาดใหญ่ที่หลายเมืองในจีนนำมาใช้ควบคุมฝุ่นและมลพิษในอากาศ โดยทำงานผ่านการฉีดพ่นละอองน้ำขนาดเล็กละเอียดเข้าไปในอากาศ ละอองน้ำเหล่านี้จะรวมตัวกับอนุภาคฝุ่นและมลพิษแล้วร่วงลงพื้น ลดการฟุ้งกระจายของมลพิษในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในปี 2025 ที่ผ่านมาทางรัฐบาลท้องถิ่นของปักกิ่งยังยกระดับการกำกับดูแลมลพิษไปอีกขั้นด้วย “0.1 microgram initiative” ซึ่งเป็นการวัดและควบคุมคุณภาพอากาศด้วยความละเอียดระดับใหม่ที่ละเอียดกว่าเดิมยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปักกิ่งไม่ได้มองว่าตัวเองสำเร็จแล้วและหยุดอยู่กับที่ แต่กำลังเดินหน้าเพื่อต่อสู้กับปัญหาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

อนาคตที่ปักกิ่งวาดไว้
ความน่าสนใจของปักกิ่งไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่ทำสำเร็จ แต่อยู่ที่การไม่หยุดยั้งและวาดภาพอนาคตต่อไปให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยทางการจีนประกาศเป้าหมายที่เรียกว่า “Beautiful China 2035” ซึ่งมุ่งให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และคาดการณ์ว่าภายในปี 2060 ราวครึ่งหนึ่งของเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีนจะมีคุณภาพอากาศผ่านเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันยังประกาศเป้าหมายระยะยาวที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่านั้นก็คือการบรรลุ Carbon Neutrality หรือความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2060 ด้วยซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกแต่เป็นการปรับโครงสร้างพลังงานและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะส่งผลให้คุณภาพอากาศดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว นั่นยังไม่นับอีกหลายนโยบายและแผนปฏิบัติการตลอดจนนวัตกรรมอีกมากมายที่มีส่วนทำให้ปักกิ่งกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่านั้นคือวิธีที่ปักกิ่งเชื่อมโยงเรื่องอากาศสะอาดเข้ากับชีวิตและสุขภาพของประชาชนโดยตรง ในที่ประชุมสภาแห่งชาติปีที่ผ่านมา รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมได้นำแผ่นกรองอากาศสองแผ่นออกมาให้สภาดู แผ่นหนึ่งเก็บในปี 2015 มีสีเทาดำทึบ อีกแผ่นเก็บเมื่อปีที่แล้วมีสีขาวอมเทาเพียงเล็กน้อย สองแผ่นกรองอากาศที่ไม่มีคำอธิบายใด ๆ บอกทุกอย่างได้ชัดกว่าตัวเลขทุกตัวที่เคยนำเสนอ

ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจริง
บทเรียนจากปักกิ่งคราวนี้บอกได้ว่าเรื่องอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยยากที่จะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ได้เช่นกัน หัวใจสำคัญจริง ๆ อาจไม่ใช่นโยบายสวยหรูหากแต่เป็นการลงมือร่วมกันเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง แน่วแน่ สม่ำเสมอ และไม่หยุดยั้ง จากเมืองที่เคยมีมลพิษย่ำแย่อันดับต้นของโลกกลายเป็นเมืองน่าสูดอากาศหายใจและปลอดภัยเป็นอันดับต้นของโลกนี้ เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้กับเมืองอื่นด้วยเช่นกัน

ที่มาข้อมูล:
www.english.beijing.gov.cn
www.chinadaily.com.cn
www.nbr.org
www.smithschool.ox.ac.uk
theprogressplaybook.com
www.unep.org
www.studioroosegaarde.net
www.interestingengineering.com
www.globaltimes.cn
sdgs.nesdc.go.th

ภาพถ่าย: www.theguardian.com