ทุกวันนี้เราปฏิเสธถุงพลาสติก พกกระบอกน้ำ ตัดใจไม่รับหลอด หรือพยายามแยกขยะที่บ้านอย่างละเอียดทุกชิ้น แต่พอเปิดถังขยะทีไร ขยะพลาสติกและกล่องบรรจุภัณฑ์ก็ยังเต็มล้นถังอยู่ดี แม้เราจะเปลี่ยนแล้ว แต่ดูเหมือนว่าระบบรอบตัวแทบไม่ได้เปลี่ยนตามเราเลย

เคยสงสัยไหมว่าทำไมชีวิตประจำวันของเรา ถึงถูกออกแบบมาให้ “ทิ้ง” อยู่ตลอดเวลา? นั่นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา สังคมเราโตมากับ ระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่เริ่มด้วย ผลิต-ใช้-ทิ้ง (Take-Make-Waste) ระบบนี้ดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติมาแปรรูปเป็นสินค้า พอเราใช้เสร็จ ก็นำไปทิ้งเป็นภูเขาขยะหรือเผาทำลาย ซึ่งหากลองมองให้ลึกลงไป ระบบเส้นตรงนี้กำลังสร้างปัญหาให้เราในทุกขั้นตอน

ความพังของระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง
ระบบนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องกันตลอดทั้งวงจร เริ่มตั้งแต่ “ต้นทาง” ที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย

เมื่อมาถึง “ระหว่างทาง” สินค้าจำนวนมากจงใจออกแบบมาให้พังง่าย ซ่อมยาก หรือเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง บรรจุภัณฑ์บางชิ้นเราถือในมือไม่ถึง 5 นาที หรือใช้งานแค่ไม่กี่วินาที แต่กลับสร้างภาระขยะค้างโลกที่อาจต้องใช้เวลาสลายตัวยาวนานกว่า 500 ปี

ซึ่งทั้งหมดไปจบลงที่ “ปลายทาง” อย่างบ่อฝังกลบหรือเตาเผา ที่เปลี่ยนทรัพยากรที่มีค่าให้กลายเป็นมลพิษตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม และบังคับให้คนธรรมดาอย่างพวกเรา กลายเป็นผู้สร้างขยะโดยไม่รู้ตัวทุก ๆ วัน

แต่ก่อนที่จะรู้สึกหมดหวังกับระบบที่แสนชำรุดนี้ อยากให้ลองหันกลับมามองสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ว่ามีความสำคัญแค่ไหน เพราะท่ามกลางระบบที่บังคับให้เราทิ้ง ความตั้งใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันนี่แหละ คือจุดเริ่มต้นของการทลายวงจร “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ที่เราแอบช่วยโลกกันอยู่

แอบกู้โลกอยู่ทุกวัน พฤติกรรมที่คุณทำอยู่แล้ว คือ “Circular Economy”
ลองเช็กตัวเองดูสักนิดว่าในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณเคยทำสิ่งเหล่านี้บ้างหรือเปล่า?

  • พกกระบอกน้ำ แก้วส่วนตัว หรือกล่องใส่อาหาร: ปฏิเสธบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
  • เลือกของที่ทนทาน ซ่อมได้: เลือกซื้อของที่ใช้วัสดุคุณภาพดีเพื่อให้อยู่กับเราไปนาน ๆ แทนการซื้อของถูกที่พังไวแล้วต้องทิ้ง
  • ส่งต่อและวนใช้: นำเสื้อผ้ามือสองไปบริจาค ขายต่อ หรือเอาเสื้อยืดตัวเก่ามาทำเป็นผ้าเช็ดโต๊ะ
  • อุดหนุนสินค้ารีฟิล: นำขวดเดิมไปเติมน้ำยาซักผ้า น้ำยาถูพื้น หรือแชมพูที่ร้านรีฟิล

ถ้าคุณทำข้อใดข้อหนึ่งในนี้ คุณไม่ได้แค่กำลังลดขยะ แต่คุณกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อยู่แล้ว เพราะหัวใจของเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ได้เริ่มต้นและจบลงที่การนำไปรีไซเคิล อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือการใช้ทรัพยากรทุกชิ้นให้คุ้มค่าที่สุดในทุกวงจรชีวิต ตั้งแต่ก่อนจะกลายเป็นขยะเสียด้วยซ้ำ

เมื่อแรงคนตัวเล็กไม่มากพอ เราจึงต้องการ “ระบบที่ดี” มาช่วยหนุน
จริงอยู่ที่พฤติกรรมเล็ก ๆ ของพวกเราทุกคนมีพลัง แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง ระบบรอบตัวกลับไม่ได้เอื้อให้เราใช้ชีวิตกรีนได้ง่ายขนาดนั้น อยากนำขวดเดิมไปเติมน้ำยาก็หาร้านรีฟิลใกล้บ้านไม่ได้ อยากแยกขยะอย่างตั้งใจ แต่สุดท้ายก็เห็นรถขยะเทรวมกันอยู่ดี หรืออยากซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พัง แต่กลับไม่มีอะไหล่ขาย แถมซื้อใหม่ยังถูกกว่า

นี่คือเหตุผลว่าทำไมกฎหมายถึงต้องเข้ามามีบทบาท เพราะในวันที่ระบบเส้นตรงแบบเดิมกำลังผลาญทรัพยากรและสร้างมลพิษค้างโลก ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) จึงถูกออกแบบมาเพื่อเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเชิงโครงสร้าง จากการมองของเหล่านี้ว่าเป็นขยะที่ต้องเอาไปทิ้ง ให้กลายเป็นทรัพยากรที่ต้องหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่

กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย สู่การใช้ประโยชน์จากวัสดุและพลังงานอย่างสูงสุด ตั้งแต่การบังคับให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบ การปรับโครงสร้างพื้นฐานขยะ ไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เพื่อเปลี่ยนการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อโลกให้กลายเป็นเรื่องง่ายและเป็นธรรม ให้ทุกคนทำได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ภาระที่ต้องใช้ความพยายามส่วนตัวอีกต่อไป

ถ้าคุณคือคนคนหนึ่งที่ช่วยกันดูแลโลกอยู่แล้ว มาออกแรงกันอีกนิดด้วยการสนับสนุน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมเป็น 1 ใน 100,000 เสียง เพื่อสร้างระบบที่เอื้อให้ชีวิตกรีน ๆ ของเราเกิดขึ้นได้จริง เพียงเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับประชาชน ผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้เข้าไปส่งเสียงในสภาฯ และกลายเป็นกฎหมายที่เปลี่ยนประเทศไทยไปด้วยกันที่ https://bit.ly/4epAroA

ศึกษารายละเอียดของ พ.ร.บ. เพิ่มเติมได้ที่: www.thailandcenetwork.org