
หลายคนอาจงง … ตกใจ! … หรือกำลังสงสัยว่านี่คือเรื่องจริงเหรอ?
ทำไมเมืองรถติดนรกแตกถึงกลายเป็นแดนสวรรค์ของนักปั่นได้ ถึงขั้นแซงหน้าอัมสเตอร์ดัมที่คนทั่วโลกยกย่องว่านี่คือเมืองแห่งวิถีจักรยานที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล รวมถึงโคเปนเฮเกนที่หลายคนต่างชื่นชมในวัฒนธรรมการขี่จักรยานของที่นี่ ทว่าการจัดอันดับครั้งนี้ขององค์กร Clean Cities Campaign ต่างก็มีที่ไปที่มาและน่าเชื่อถือเช่นกัน ที่สำคัญการก้าวขึ้นมาครองแชมป์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปุ๊บปั๊บรับโชค หรือเกิดการเปลี่ยนบ้านแปลงเมืองอย่างกะทันหัน หากแต่เป็นการปรังปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนาเมืองอย่างจริงจัง ขยับทีละเล็กละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป มีแผนชัดเจนกระทั่งดำเนินการเป็นรูปธรรมมาเรื่อย ๆ แล้วสั่งสมจนกลายเป็นความสำเร็จในที่สุด
ยินดีต้อนรับสู่มหานครปารีส … เมืองจักรยานที่ดีที่สุดในโลก
จากนอกสายตาก้าวสู่การเป็นผู้นำ
เมื่อช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมาองค์กร Clean Cities Campaign ได้เผยแพร่ข้อมูล 10 เมืองยุโรปที่มีวิถีจราจรที่เป็นมิตรกับเด็กมากที่สุด (Top Cities in Europe for child-friendly mobility) การจัดอันดับครั้งนี้เมืองปารีสทำคะแนนได้ถึงกว่า 78.9% แซงหน้าอัมสเตอร์ดัมซึ่งครองอันดับ 2 และอีกหลายเมืองชั้นนำ และนั่นทำให้ปารีสได้ฉายาว่าเป็นเมืองจักรยานที่ดีที่สุดในโลกทันที หากย้อนกลับไปแค่ช่วงเวลา 10 กว่าปีที่แล้วปารีสยังคงเป็นเมืองที่มีการจราจรแอดอัด ถนนหนทานเต็มไปด้วยรถยนต์ อากาศเต็มไปด้วยมลพิษ การเคารพกฎจราจรหย่อนยาน ตลอดจนระบบจราจรและการเดินทางด้วยยานพาหนะต่าง ๆ โดยเฉพาะจักรยานนั้นไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กเอาเสียเลย ทว่าปัญหาในวันนั้นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในวันนี้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่เป็นการวางแผนปรับปรุงเมืองอย่างจริงจัง

มหานครปารีสเริ่มต้นปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจรตลอดจนระบบจักรยานครั้งใหญ่มาตั้งแต่ปี 2014 และเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงปี 2020 ถึง 2024 เหตุผลหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปฏิรูปเมืองครั้งใหญ่นี้ก็เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก Paris 2024 ด้วยนั่นเอง มหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ทำให้ปารีสมีโอกาสคลีนเมืองในหลากหลายมิติรวมถึงการจัดการเรื่องการคมนาคมขนส่งจนทำให้หลังจากโอลิมปิกปิดฉากไปแล้วชาวปารีเซียงตลอดจนนักท่องเที่ยวมากมายต่างบอกว่าปารีสน่าอยู่ขึ้น เดินชิลสบาย ขี่จักรยานเล่นชมเมืองได้เพลินตา และได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์มากขึ้นกว่าเมื่อก่อนทีเดียว
อย่างที่บอกการเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้เกิดเพียงแค่ชั่วข้ามคืนแต่เป็นกระบวนการที่ค่อยปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปตามแผนการที่วางไว้อย่างชัดเจน อาทิ การเปลี่ยนจากการตีเส้นแบ่งทางจักรยานมาเป็นสร้างเลนเฉพาะและเพิ่มทางจักรยานที่มีเครื่องป้องกันความปลอดภัยหลากหลายเส้นทาง การลดการจำกัดอัตราความเร็วลงเพื่อให้ขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นรวมถึงปลอดภัยสำหรับคนสัญจรด้วย การกำหนดโซนควบคุมจราจรบริเวณโรงเรียนให้เป็นระเบียบและปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สร้างผลลัพธ์ที่ทำให้ระบบจราจรทั้งปารีสค่อยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และท้ายที่สุดมันดีต่อประชากรเมืองทุกคน

หัวใจสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนเมือง
หลักการให้คะแนนเพื่อจัดอันดับครั้งนี้มุ่งเน้นเกณฑ์ที่สร้างความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกตลอดจนความสะดวกสบายในการเดินทางสำหรับวัยเด็กเป็นพิเศษ ตัวชี้วัดหลักหนึ่งก็คือจำนวนถนนควบคุมและเส้นทางจักรยานบริเวณโรงเรียนซึ่งมีการควบคุมและปิดการจราจรในช่วงเวลารับ-ส่งเด็กตอนเข้าและเลิกเรียนอย่างเป็นระบบระเบียบเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กให้มากที่สุด
มาตรการนี้ไม่ได้มีแค่ผลดีต่อเรื่องความปลอดภัยเท่านั้นแต่ยังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตลอดจนวิถีชีวิตชุมชนในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งยังสามารถลดมลพิษทางอากาศ ลดระดับเสียงรบกวน ลดอุบัติเหตุ ตลอดจนส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ลดการใช้รถแล้วหันมาใช้จักรยานเพื่อปั่นไปทำธุรในระยะใกล้แทน รวมถึงการที่ผู้ปกครองเลือกปั่นจักรยานไปส่งเด็ก ๆ ไปจนถึงเด็กและคุณครูเลือกปั่นจักรยานไปโรงเรียนด้วยตัวเองแทน ที่สำคัญผลการจัดระเบียบกลับทำให้คุณภาพชีวิตชุมชนเมืองดีขึ้น แถมสุขภาพกายสุขภาพจิตดีขึ้นพร้อมกันด้วยทีเดียว

ตัวชี้วัดสำคัญต่อมาก็คือการกำหนดเลนจราจรสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ (ไม่ใช่เส้นทางสัญจรร่วมกับยานพาหนะอื่น) รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยสำหรับเส้นทางจักรยานอย่างได้มาตรฐานซึ่งจากผลการสำรวจวิจัยในครั้งนี้พบว่าปารีสมีเครือข่ายทางจักรยานปลอดภัยครอบคลุมมากกว่า 48% ของเครือข่ายการสัญจรทั้งหมดซึ่งถือว่าสูงที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว การจัดการระบบนี้บางครั้งอาจถูกมองว่าใช้งบประมาณสูงและสิ้นเปลืองได้แต่ในทางตรงกันข้ามมันก็ช่วยให้การจัดระบบระเบียบการจราจรได้ดีขึ้น การจราจรไหลลื่นและทำให้รถติดน้อยลง ที่สำคัญมันช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว
ตัวชี้วัดที่สามคือการกำหนดอัตราความเร็วในเขตเมือง ซึ่งมีการจำกัดอัตราความเร็วให้ไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แน่นอนว่าหลายคนอาจหงุดหงิดหัวเสีย แต่ถ้าหากคิดอย่างใจเย็นก็จะพบว่ามันช่วยลดอุบัติเหตุได้มากขึ้น แถมทำให้การระบายรถคล่องตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการนี้อาจทำให้คนใช้รถน้อยลงได้เหมือน แต่นั่นก็เท่ากับว่าช่วยลดปริมาณและความหนาแน่นลงได้ และลดมลพิษไปในตัวเช่นกัน รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมืองให้หันมาใช้ขนส่งมวลชนและขี่จักรยานกันมากขึ้น และนี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ปารีสค่อยปรับเปลี่ยนไปเป็นเมืองจักรยานซึ่งสอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเมืองอย่างลงตัวด้วยเช่นกัน และนั่นคือหัวใจสำคัญของเมืองวิถีจักรยานอย่างยั่งยืน
คนปรับเมืองเปลี่ยน
ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ทำให้ปารีสกลายเป็นสวรรค์สำหรับนักปั่นและเป็นมิตรสำหรับวิถีจักรยานมากขึ้น อาทิ การเพิ่มพื้นที่จอดจักรยานที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย (ทรัพย์สินปลอดภัย) ให้มากขึ้นเพื่อรองรับได้เพียงพอและครอบคลุมทั่วเมือง ตลอดจนนำนวัตกรรมเข้ามาร่วมพัฒนาในมิติต่าง ๆ รวมถึงส่งเสริมวิถีและวัฒนธรรมจักยานให้ดูมีเสน่ห์เคียงคู่ไปกับบรรยากาศแห่งความคลาสสิกและโรแมนติก

แน่นอนว่าปารีสก็ไม่หยุดพัฒนาและขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปเช่นกัน ทว่าหัวใจสำคัญจริง ๆ ของการพัฒนาเมืองในคราวนี้ก็คือประชากรที่อาศัยอยู่ในปารีสนั่นเอง เพราะต่อให้นโยบายดีสักแค่ไหน งบประมาณมากเพียงไร ออกแบบระบบจราจรได้อย่างไรที่ติ หรือแม้แต่การมีถนนที่สัญจรได้อย่างปลอดภัยที่สุด หากไร้ความร่วมมือจากทุกคน การเคารพและปฏิบัติตามกฎร่วมกัน ตลอดจนการมีวินัยต่อสาธารณะ
รับรองได้เลยว่าปารีสก็คงไม่เปลี่ยนโฉม ตำแหน่ง World’s Best Cycling City ก็คงไม่ตกมาอยู่ในมือ และไม่สามารถสร้างปรากฎการณ์ที่ทำให้โลกหันมามองการเปลี่ยนแปลงเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพในครั้งนี้อย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการคงคุณภาพเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในระยะยาว ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทำให้มันกลายเป็นวิถีสามัญของเมืองอย่างแท้จริง
ที่มาข้อมูล:
– happyeconews.com
– cleancitiescampaign.org
– www.paris.fr
ภาพถ่าย: Ville de Paris (City of Paris), Happy Eco News, Clean Cities Campaign



