ในยุคบริโภคนิยมสุดโต่ง (Hyperconsumerism) ที่ทุกอย่างหมุนไว แรงกระตุ้นทางการตลาดทำให้เราหลงลืมการซ่อมแซม และบีบให้เราต้องซื้อใหม่ทดแทนของเดิมอยู่ตลอดเวลา จนการทิ้งของชิ้นเก่ากลายเป็นเรื่องง่ายดายและคุ้นชิน

แต่หากเราจะลองชะลอจังหวะชีวิต แล้วหมุนสายตากลับมามองสิ่งของชิ้นเก่าในบ้าน กางเกงยีนส์ตัวโปรดที่เดินทางมากับเรานับครั้งไม่ถ้วน เสื้อที่มีรอยซ่อมแซมอย่างตั้งใจ หรือแก้วกาแฟใบเดิมที่มีรอยร้าวเล็กๆ แต่เราก็ยังหยิบมันมาใช้อยู่ทุกเช้า

สำหรับหลายคน สิ่งของเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของใช้ที่รอวันหมดอายุ แต่มันคือบันทึกเดินทางที่เก็บซ่อนเรื่องราวเอาไว้ การเลือกดูแล ถนอม และยืดอายุสิ่งของ แทนที่จะซื้อใหม่และทิ้งขว้าง จึงไม่ใช่เรื่องตกยุคหรือดูตระหนี่ แต่มันคือการตั้งคำถามต่อวัฒนธรรมแบบด่วนได้ และเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตอย่างประณีต ที่โอบกอดร่องรอยการใช้งานไว้ด้วยความภาคภูมิใจ

เหมือนปรัชญา “คินสึงิ” ของญี่ปุ่น ที่ซ่อมเซรามิกร้าวด้วยผงทอง หรือเทคนิค “ซาชิโกะ” ที่ปักชุนรอยขาดของผ้าให้กลายเป็นลวดลายใหม่ ที่ต่างมองว่าร่องรอยบาดแผลไม่ใช่ตำหนิที่ต้องซ่อนเร้น แต่คือประวัติศาสตร์และเสน่ห์เฉพาะตัวที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

เมื่อเรามองสิ่งของด้วยสายตาจากมุมนี้ การซ่อมแซมและการใช้ซ้ำจึงกลายเป็นสุนทรียะแห่งการปฏิเสธวัฒนธรรมใช้อย่างทิ้งขว้าง ให้แทนที่ด้วยศิลปะแห่งการไม่ทิ้งขว้าง ที่นอกจากจะลดการสร้างภาระทางการเงินจากการซื้อใหม่ ยังได้ช่วยลดขยะที่สร้างภาระให้โลกจากการบริโภคเกินจำเป็นด้วย

แต่การซ่อมไม่ใช่แค่เรื่องงานคราฟต์ DIY
แม้เราจะหยิบเอาแนวคิด “ซ่อมได้” มาเป็นหลักในการชะลอการซื้อใหม่ แต่สิ่งของรอบตัวเราไม่ได้มีแค่เสื้อผ้าหรือของใช้บางชิ้นที่เราจะลงมือซ่อมเองได้ด้วยมือเปล่า เพราะสิ่งของซับซ้อนอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ตโฟน ฯลฯ ต้องการมากกว่าความเสียดายและใจรัก แต่ต้องการทักษะ ความรู้ เครื่องมือเฉพาะทาง และช่างซ่อมมืออาชีพ ซึ่งต้องอาศัยระบบบริการ อะไหล่ และร้านซ่อมที่อยู่ใกล้บ้าน

เมื่อของชิ้นหนึ่งถูกซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ ไม่ว่าจะด้วยมือเราเอง หรือด้วยฝีมือของช่าง วงจรชีวิตของมันจะไม่จบลงที่ถังขยะ แต่มันจะเปิดประตูสู่การวนใช้หรือส่งต่อในตลาดมือสอง และช่วยสนับสนุนช่างซ่อมรายย่อย เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

ทำไมระบบยุคนี้ถึงไม่อยากให้เรา (และช่าง) ได้ “ซ่อม”?
ทว่าในความเป็นจริง หลายครั้งที่ทั้งเราและช่างซ่อมต่างก็ต้องยอมแพ้ เพราะระบบรอบตัวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ยืดอายุสิ่งของ เรามักจะพบว่าอุปกรณ์ยุคนี้ถูกออกแบบมาให้อายุการใช้งานสั้น หรือมีโครงสร้างปิดซ่อน เช่น ใช้กาวแน่นหนาแทนการใช้น็อต หรือใช้หัวน็อตทรงพิเศษที่หาเครื่องมือคลายไม่ได้ ทำให้แกะซ่อมแซมได้ยาก ขณะเดียวกัน อะไหล่ที่ควรจะนำมาใช้เปลี่ยนได้ง่าย บางชิ้นถูกตั้งราคาไว้สูงจนเกือบเท่าราคาเครื่องใหม่ หรือถูกจำกัดการขายเฉพาะศูนย์บริการหลัก รวมไปถึงการไม่เปิดเผยคู่มือ วงจรไฟฟ้า หรือขั้นตอนการดูแลซ่อมแซม ทำให้ร้านซ่อมทั่วไปไม่สามารถหาอะไหล่มาเปลี่ยนให้เราได้

ระบบที่เป็นแบบนี้ กำลังตัดทางเลือกของผู้บริโภค บีบบังคับให้ร้านซ่อมรายย่อยต้องทยอยปิดตัว และบีบให้เราต้องทิ้งสิ่งของที่ยังพอมีหวัง กลายเป็นผู้สร้างขยะค้างโลกโดยไม่ตั้งใจ

เราจะซ่อมได้ ด้วย ‘Right to Repair’ ที่มีกฎหมายหนุนหลัง
ปรัชญาการดูแลและยืดอายุของอย่างประณีต ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องพึ่งพาแค่ความพยายามส่วนตัว และไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่งานคราฟต์ที่ซ่อมเองได้ แต่มันคือ “สิทธิในการซ่อม” (Right to Repair) ที่ผู้บริโภคทุกคนพึงได้รับตั้งแต่แรกเมื่อเราจ่ายเงินซื้อสินค้านั้นมา

ในร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) จึงได้บรรจุมาตรการสำคัญเพื่อทลายการผูกขาด และคืนสิทธินี้ให้แก่ผู้บริโภคและช่างซ่อมอย่างเป็นรูปธรรม

  • กำหนดมาตรฐาน Eco-design: บังคับให้ผู้ผลิตต้องออกแบบสินค้าให้ถอดแยกง่าย ทนทาน มีโครงสร้างเอื้อต่อการซ่อมแซม เพื่อยืดอายุการใช้งานในนานขึ้น
  • เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส: บังคับให้ผู้ผลิตเปิดเผยคู่มือการซ่อม แผนผังวงจร และสำรองชิ้นส่วนอะไหล่ในระยะเวลาที่เหมาะสมด้วยราคาที่เป็นธรรม
  • คุ้มครองการซ่อมรายย่อย: ทลายการผูกขาดอะไหล่ เพื่อให้ร้านซ่อมทั่วไปและผู้บริโภคมีสิทธิเข้าถึงชิ้นส่วนและเครื่องมือในการซ่อมแซมได้เอง
    เพราะเมื่อเราจ่ายเงินซื้อสินค้ามาแล้ว เราควรได้เป็นเจ้าของสินค้านั้นอย่างแท้จริง มีสิทธิที่จะดูแล ถนอม ซ่อมแซม หรือส่งให้ช่างซ่อมดูแล โดยไม่ถูกระบบบีบบังคับให้ต้องทิ้งลงถังขยะก่อนเวลาอันควร

มาร่วมคืนสิทธิในการซ่อม คืนคุณค่าให้สิ่งของ และเปลี่ยนไลฟ์สไตล์กรีนๆ ให้กลายเป็นระบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายฉบับประชาชน เพื่อดันร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) เข้าสู่สภาฯ ไปด้วยกัน

ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมายได้ที่: thailandce-sign-eta.vercel.app

ศึกษารายละเอียดของ พ.ร.บ. เพิ่มเติมได้ที่: www.thailandcenetwork.org