
จากจุดเริ่มต้นที่ ‘อยากทำอาหารอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ และราคาไม่แพงให้กับทุกคนได้ทาน’ ผลิตภัณฑ์อย่าง ‘Reo’s Deli’ จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้บริษัท แวลู ซอร์สซิ่ง จำกัด (VSC) เมื่อราว 18 ปีก่อน การเดินทางที่ผ่านมาของแบรนด์อาหารอิตาเลียนพร้อมทานได้พาเมนูผักโขมอบชีส ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันอย่างลาซานญาอบชีส และมักกะโรนีชีสเบคอน เข้าไปครองทั้งพื้นที่ทางการตลาด และครองใจผู้คนด้วยการความสำคัญกับการจัดการคุณภาพที่ได้สร้างมาตรฐานในทุก ๆ มิติของธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเกษตรกร และองค์กรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละสาขา การทำงานภายในของ VSC เอง กับบทบาทของการเป็นกลางน้ำ ก่อนจะส่งตรงผลิตภัณฑ์คุณภาพไปยังปลายน้ำอย่างผู้บริโภค โดยมีสังคม และโลกเป็นสิ่งที่พวกเขาตระหนักถึง และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการรักษานิเวศที่ดีเสมอมา
‘Thai Amaranth’ เป็นโพรเจกต์ใหม่ล่าสุดจาก VSC ที่พวกเขาหันหัวเรือมาใช้ผักโขมที่ปลูกในประเทศไทยมากขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีการเกษตรที่แม่นยำสูงมาใช้ผ่านโครงการ ‘ผักสร้างสุข’ ซึ่งมีจุดหมายที่อยากเป็นหนึ่งในฟันเฟืองของการสนับสนุนชุมชนเกษตรกรท้องถิ่นให้มีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อม ๆ ไปกับการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
วันนี้ เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ แก้ม-สลิสา วสุวัต Food Innovation Project Manager จาก VSC ถึง Thai Amaranth โพรเจกต์ที่ไม่เพียงแต่จะมีแก่นความคิดหลักในการเสริมความแข็งแรงให้กับธุรกิจในทุกภาคส่วน แต่ยังรวมไปถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อส่งเสริมพฤติกรรม สร้างคุณภาพชีวิต และการมีสุขภาพที่ดีที่สุดให้กับผู้คน ตลอดจนเรื่องราวของการรักษารากฐาน สานต่อ และก่อการไกล ภายใต้การนำทีมของเธอที่ทำงานร่วมกับเหล่ามดงานจาก VSC ที่พาคนไทย และทั่วโลกมาทำความรู้จักกับความดีงามของผลผลิตในไทยชนิดนี้ ไปฟังแก้มเล่าเรื่องอะไร ๆ เหล่านี้กัน

Thai Amaranth 101: จากวันเทคออฟสู่การแลนดิ้ง
“ถ้านับรวมจนถึงตอนนี้ VSC ก่อตั้งมา 18 ปีแล้ว ธุรกิจแรกเริ่มของเราคืออาหารพร้อมทานอิตาเลี่ยนแบรนด์ที่ชื่อว่า ‘Reo’s Deli’ มีฮีโร่พรอดักต์คือผักโขมอบชีส ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา VSC ผ่านมาแล้วทุกยุค ตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ล้มลุกคลุกคลาน จนถึงยุคของความสำเร็จ กระทั่งช่วงโควิดในรอยต่อของปี 2562-2563 ที่เราเริ่มเห็นถึงความเสี่ยงหลาย ๆ อย่างทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของซัพพลายเชนที่กระทบกระบวนการ การจัดซื้อวัตถุดิบ การนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตจนเป็นสินค้าที่ต้องการ รวมไปถึงขั้นตอนการนำส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค และที่สำคัญเลยคือความสะอาดและคุณภาพของสินค้าด้วย เนื่องจากวัตถุดิบหลักของเราเป็นผักโขมที่นำเข้าจากประเทศจีน ปัญหาที่เราเจอในเวลานั้นคือเรื่องคุณภาพและปริมาณที่อาจไม่เพียงพอต่อจำนวนการผลิต นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งโจทย์ใหม่ที่ว่า ถ้าอย่างนั้น เรามาลองปลูกผักโขมในประเทศดูไหม อย่างที่รู้กันว่าบ้านเรามีความอุดมสมบูรณ์ในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จนเราได้มาพบกับบริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด บริษัทใน SCGP ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไม้ โดยเราใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพของเขาในสินค้าของ Reo’s Deli เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้พูดคุยกันว่า เรามาทดลองพัฒนาและปลูกผักโขมร่วมกันดูไหม เพราะเขามีพื้นที่ มีความรู้ และเชี่ยวชาญในสิ่งที่เรามองหา นั่นเป็นที่มาของความร่วมมือที่เกิดขึ้น”
เพราะความเชื่อของ VSC ที่ว่า ‘อาหารดีมีผลต่อชีวิตที่ดี อาหารที่ดีมาจากแหล่งปลูกดีที่ทำด้วยความรัก เมื่อคนปลูกมีความสุข คนผลิตและจัดจำหน่ายก็มีความสุข และนั่นจะส่งผลโดยตรงให้ผู้บริโภคมีความสุข ทั้งกาย ใจ และสุขภาพที่แข็งแรงไปพร้อม ๆ กันด้วย’ เช่นเดียวกันกับการดำเนินโพรเจกต์ ‘Thai Amaranth’ ที่อยู่ใต้ร่มเงาของแนวคิดที่ว่านี้เช่นเดียวกัน โดยพวกเขารันผ่านโครงการ ‘ผักสร้างสุข’

“ผักโขมที่เราทดลองปลูกนั้นมีความต่างจากสายพันธ์เดิม โดยเราเลือกสายพันธุ์ ‘Amaranth’ ซึ่งไม่มีชื่อภาษาไทย เราจึงเรียกว่า ‘ผักโขมไทย’ จากการคัดเลือกร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกําแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผักโขมสายพันธ์ุนี้มีความพิเศษที่ไม่เหมือนกันกับผักโขมเชิงพาณิชย์ทั่วไป และไม่ใช่ตัวเดียวกับผักโขมจากจีนที่เราใช้ก่อนหน้า ซึ่งเราค้นพบจุดเด่นที่น่าสนใจของสายพันธุ์นี้ เราคัดเลือกสายพันธุ์ Amaranth จากคุณสมบัติที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการทั้งโปรตีน ใยอาหาร ธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินเอ มีเนื้อสัมผัสดี รสชาติอร่อย และละมุน ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ทั้งยังทนต่อสภาพอากาศ โดยส่งตรงจากฟาร์มสู่โรงงานแปรรูปเป็นผักโขมที่สดใหม่ สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง”
นวัตกรรมกินได้ที่ช่วยสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
Thai Amaranth ภายใต้การพัฒนาของ VSC ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การพัฒนาสายพันธุ์ผักโขมเพื่อเป็นวัตถุดิบตั้งต้น แต่คือการเป็นแพลทฟอร์มที่ถูกดำเนินบน 3 แนวคิดหลักอย่าง ‘ปลูก’ (Cultivate) ด้วยการพัฒนาการปลูกผักโขมไทยให้ยั่งยืน แข็งแรง ทนสภาพอากาศ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีรายได้มั่นคงและเติบโตไปด้วยกัน ‘เปลี่ยน’ (Innovate) เพื่อยกระดับผักโขมไทยจากพืชพื้นบ้านสู่แพลตฟอร์มนวัตกรรมที่ผสานวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน อีกทั้งยัง ‘เปิดโอกาส’ (Co-create) เพื่อร่วมสร้างระบบความร่วมมือที่พันธมิตรเติบโตไปด้วยกัน โดยการพัฒนาสินค้าให้เกิดมาตรฐานกลางและโมเดลความสําเร็จที่นําพาผักโขมไทยสู่ตลาดโลก

“การ ‘ปลูก’ ของเราจะปลูกคุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ ที่ไม่ใช่แค่การเพาะเมล็ดในดิน แต่คือการปลูกความหวังใหม่ของประเทศไทยผ่านระบบเกษตรที่ยั่งยืนกับโครงการผักสร้างสุขที่เรา VSC ร่วมมือกับบริษัท สยาม ฟอเรสทรี โดยได้พัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ผักโขมไทยที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศในประเทศ ทั้งทนร้อน โตเร็ว และสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายครั้งต่อปี, ส่งเสริมการเพาะปลูกแบบมีสัญญารับซื้อ มีการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งวิธีการเพาะปลูกที่เหมาะสมในแต่ละฤดูกาล อายุการเก็บเกี่ยวเพิ่มรอบในการผลิต การสร้างกระบวนการคัดสิ่งแปลกปลอม รวมไปถึงการอบรม และสนับสนุนทุนเริ่มต้นให้เกษตรกร และพัฒนาเทคนิคเฉพาะในการแปรรูปเพื่อให้ไม่มีส่วนไหนของต้นผักโขมถูกนําไปทิ้งแต่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด”
“เรายังตั้งใจที่จะ ‘เปลี่ยน’ โดยมีเป้าหมายว่าจะเปลี่ยนผักโขมไทยให้เป็นซูเปอร์ฟู้ดระดับโลก เพราะเราเชื่อว่าผักโขมไทยไม่ได้เป็นเพียงผักพื้นบ้านธรรมดา ๆ แต่เป็นวัตถุดิบมีค่า และมีศักยภาพ เราไม่อยากให้ผักโขมถูกต่อยอดเพื่อทำหน้าที่เป็นแค่ส่วนผสมหนึ่งในอาหาร แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความยั่งยืนด้วย ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น คือเราอยากเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมโดยให้ผลิตภัณฑ์จากผักโขมไทยเป็นฮีโร่พรอดักต์ที่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่”
“สุดท้าย คือ ‘การเปิดโอกาส’ การสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพราะเราอยากเห็นการทำงานร่วมกันในทุก ๆ มิติ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ตั้งแต่เกษตรกร องค์กรพันธมิตร ไปจนถึงผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจ มีวิสัยทัศน์ และเห็นปลายทางเดียวกันมาร่วมพัฒนาและต่อยอดไปด้วยกัน”

ดีตั้งแต่แปลงปลูกสู่การเสิร์ฟคุณภาพบนโต๊ะอาหาร
VSC ชูจุดแข็งของผงผักขมไทยจากแปลงปลูกคุณภาพที่พัฒนาวิจัยกว่า 5 ปี ไว้ 6 ประการ ได้แก่
- การเป็นพืชฟังก์ชั่นท้องถิ่นที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่พร้อมต่อยอดสู่การเป็นซูเปอร์ฟู้ดทางเลือกใหม่ และวัตถุดิบทดแทนสําหรับตลาดสุขภาพทั่วโลก
- การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้ระบบเกษตรยั่งยืน พัฒนาสายพันธุ์เฉพาะ ตลอดจนแปรรูปด้วยกระบวนการที่สามารถคงคุณค่าสารอาหาร สี กลิ่น เนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์ และคงคุณภาพตามมาตรฐานทั้งในตลาดในประเทศ และส่งออก
- การรองรับการใช้งานที่หลากหลายด้วยการพัฒนาผงผักโขมให้มีหลายเกรดในการตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่แตกต่าง ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ
- การเป็นวัตถุดิบแห่งอาหารอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Plant-based, Clean Label, Functional Food, Sustainability และ Food as Medicine
- การพัฒนาให้ผงผักโขมปลอด GMO หรือการดัดแปลงพันธุกรรม
- การขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มนวัตกรรมร่วมที่ไม่ใช่แค่การจําหน่ายวัตถุดิบ แต่รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้แบรนด์ และพันธมิตรร่วมพัฒนาต่อยอดสู่ตลาดใหม่ได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน
“ตอนแรกที่เริ่มต้น เราไม่ได้คิดว่าจะทำออกมาเป็นผงเลยนะคะ แต่ตั้งใจจะใช้ผักชนิดนี้กับผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Reo’s Deli ของเราก่อน จนกระทั่งได้เห็นว่าผักชนิดนี้มีประโยชน์ และคุณค่ามากกว่านั้น เราจึงนำเรื่องนวัตกรรมเข้ามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าจากพืชตัวนี้มากขึ้น จริง ๆ แล้ว การพัฒนาสินค้าแต่ละอย่างของ VSC เรามีความตั้งใจคืออยากให้ทุกคนได้กินอาหารที่ดี ที่ทำจากวัตถุดิบดี อย่างผลิตภัณฑ์จากผักโขมเองก็เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนกินผักได้มากขึ้นโดยเฉพาะเด็ก ๆ”
“สำหรับผักโขมไทยที่เราพัฒนา มีทั้งผลิตภัณฑ์ประเภทผักแช่แข็ง การทำเป็นนมผักเพื่อต้องการให้เด็ก ๆ หรือคนที่ดื่มนมได้กินผักเข้าไปด้วย โดยที่ไม่รู้สึกฝืน หลังจากนั้น เราได้รับฟีดแบคหลังจากการไปออกงานด้านอาหารในหลาย ๆ ที่ อย่างงาน FOODEX JAPAN ที่ญี่ปุ่นที่ได้เจออินไซด์ที่น่าสนใจว่าผงผักโขมไทยมีสี กลิ่น และรสชาติใกล้เคียงกับผงมัทฉะ ทำให้ผงผักโขมไทยนี้อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งของผงมัทฉะได้ในอนาคต”


“พอได้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมา จากตอนแรกที่เราทำผงผักโขมเพียงเกรดเดียว เราจึงกลับพัฒนาให้เป็น 9 เกรดแล้วในเวลานี้ โดยแต่ละเกรดจะถูกพัฒนาให้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมไปในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การนำไปเป็นเบเกอรี เส้นพาสต้า แป้งติ่มซำ ซอส ที่จะให้ทั้งเรื่องสี และคุณค่าทางอาหาร หรือการไปทำเครื่องดื่ม อย่างเช่นการเป็นทางเลือกของผงมัทฉะที่กำลังขาดตลาดอยู่อย่างที่บอก การเป็นส่วนผสมของเต้าหู้ หรืออาหารสำเร็จรูปที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหาร เป็นต้น โดยในขั้นตอนการพัฒนา เราพยายามจะใช้ทุก ๆ ส่วนของผักโขมให้คุ้มค่าที่สุดโดยพยายามไม่เหลือขยะใด ๆ เลยในกระบวนการผลิต และตอนนี้เกรดของผงผักโขมที่เราพัฒนาสามารถเคลมเป็น Nutritional Value แบบวิตามินได้แล้ว”
จากเมล็ดพันธุ์สู่ผลิตภัณฑ์
“ด้วยตัวผงผักโขมมีความน่าสนใจของตัวมันอยู่แล้ว อย่างที่บอกเราไม่อยากเป็นแค่บริษัทที่ผลิตส่วนผสมที่ใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อประกอบเป็นผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เราจึงทำหน้าที่ทั้งวิจัย พัฒนา ให้คำแนะนำว่าผงเกรดไหนเหมาะสมผลิตภัณฑ์ประเภทใด เพื่อสร้างให้เกิดร่วมมือในการผลักดันพืชชนิดนี้ให้เป็นสินค้าไทยแท้ ๆ ที่สามารถก้าวไปสู่เวทีโลกให้ทุกคนได้รู้จักกัน ดังนั้น VSC จึงมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการหลายแห่งในการผลักดันการใช้ผงผักโขมไทยมาผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ อาทิ บริษัท อินโนเวทีฟ ฟาร์ม่า เฮิร์บส์ จำกัด บริษัท เทวภัณฑ์ (ตั้งซี่เส็ง) จำกัด รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้ผลิตเต้าหู้เจ้าเก่าแก่ย่านตลาดพลูอย่าง บริษัท อินทัชธนกร จำกัด (เส่งเฮง) ด้วย”

สำหรับซุปผักโขมเห็ดหอมแบบชงดื่ม (Good Nature Amaranth Balanced Diet) จากอินโนเวทีฟ ฟาร์ม่า เฮิร์บส์ เป็นการนำผงผักโขมไทยมาเป็นส่วนผสมหลักของตัวซุปที่วิจัยและพัฒนาขึ้นโดยเภสัชกร เพื่อเป็นทางเลือกผู้บริโภคที่ต้องการพลังงานจากธรรมชาติ และต้องการฟื้นฟูร่างกาย ด้วยการชูคุณสมบัติเด่นอย่างการมีโปรตีน ใยอาหาร แคลเซียม และวิตามินเอในปริมาณสูง เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมช้าทำให้ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด ที่ครบจบในซองเดียว ซึ่งเหมาะกับเด็ก ผู้สูงอายุ ที่แพ้นม แพ้ถั่ว ผู้ที่กำลังฟื้นฟูกำลังหลังป่วย และกลุ่มคนรักสุขภาพ

“สำหรับ ChaBrista เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชาในรูปแบบแคปซูลจาก บริษัท เทวภัณฑ์ (ตั้งซี่เส็ง) ที่พวกเขาเห็นความน่าสนใจของผงผักโขมของเราโดยนำไปจับคู่กับผงมัทฉะในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของเครื่องดื่มตัวใหม่นี้ อย่างที่ได้เล่าไปว่าด้วยคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างของผงผักโขมที่มีความคล้ายคลึงกับมัทฉะ พอผสมเข้าด้วยกัน นอกจากสีสัน รสสัมผัส รวมถึงเป็นผงผักที่ไม่มีกลิ่นฉุนที่ถูกเบลนเข้ากันได้อย่างดีแล้ว ก็ทำให้ได้ชาพร้อมดื่มที่มีคุณสมบัติในเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการเสริมเข้าไปอีก”

“นอกจากนี้ เรายังได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตเต้าหู้เจ้าเก่าแก่อย่าง เส่งเฮง เต้าหู้ใบตอง จากบริษัท อินทัชธนกร จำกัด (เส่งเฮง) ด้วย ซึ่งพรอดักต์ตัวนี้มีความน่าสนใจเพราะเทรนด์ของผู้คนในปัจจุบันนิยมกินโปรตีนกันมาก ซึ่งเต้าหู้เป็นอาหารประเภทโปรตีนที่หาทานได้ง่ายและเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน ทำเป็นของคาวก็ได้ หรือประยุกต์ให้เป็นของทานเล่นหรือของหวานก็ได้ พอมีการเพิ่มผงผักโขมเข้าไป ก็เข้าไปเพิ่มความน่าสนใจตั้งแต่สีสันที่แปลกตาไปจากเต้าหู้ที่เราคุ้นเคย แถมยังมีคุณค่าทางสารอาหารสำหรับคนที่ชอบและอาจจะไม่ชอบกินผักได้ด้วย เรียกว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในเวลานี้ที่หันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้นไปด้วย”
เพราะ ‘ความยั่งยืน’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือบรรทัดฐานใหม่ที่สังคมคาดหวังต่อฟากฝั่งของหน่วยธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องไปกับความเชื่อของ VSC ที่ว่า ‘ธุรกิจที่ดีต้องเติบโตไปพร้อมสังคม’ ทุก ๆ แอคชั่นของทั้งหลังบ้าน หน้าบ้าน จึงมุ่งเป้าและหมายมั่นจะรักษาความเชื่อนี้ด้วยการทำงานที่เป็นประโยชน์ และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนให้กับสังคม

“จริง ๆ แล้วโครงการนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากมุมธุรกิจโดยตรงค่ะ แต่มาจากความพยายามจะหาทางให้เกษตรกรมีพืชทางเลือกที่ปลอดภัย รายได้หมุนเร็ว และเราสามารถรับซื้อได้ในราคาที่แน่นอน และในฐานะคนทำอาหาร เราอยากส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่ดีให้คนไทย เราอยากให้คนไทยกินผักกันมากขึ้น นั่นเป็นความตั้งใจที่เป็นจุดตั้งต้นของ VSC ในการคิดค้น ออกแบบ และพัฒนาสินค้าที่ดีให้กับผู้คนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”
“สำหรับแก้ม ความยั่งยืนในมุมของการเป็น R&D ที่ตัวเองมีบทบาทหลัก คือความภาคภูมิใจที่เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งออกมาแล้วสามารถตอบโจทย์การใช้งานของคนในวงกว้างได้ และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับใคร ๆ อยากลุกขึ้นมาต่อยอดจากสิ่งที่เราทำ เอาจริง ๆ นะคะ พวกเราไม่เคยหวง และห่วงเลยว่า หากผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ของเราขายดีแล้วจะได้เห็นสินค้าประเภทเดียวกันออกมากขึ้น ในทางกลับกัน นั่นยิ่งเป็นจะเป็นผลดีกับผู้บริโภคมากขึ้นด้วยซ้ำที่จะมีทางเลือกที่เหมาะกับสุขภาพ และการใช้ชีวิตของพวกเขามากขึ้น ซึ่งเราดีใจ และอยากผลักดันให้คนรู้จัก และได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำมากขึ้น เช่นเดียวกันกับผงผักขมไทยนี้”

“ส่วนความยั่งยืนในมุมธุรกิจ เราอยากรักษา Blue Ocean เอาไว้ นั่นคือเราอยากสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่มีอยู่แล้วจากการเรียนรู้พฤติกรรม และรับฟังเสียงจากผู้บริโภคเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาให้ตรงจุด และทำให้ดีกว่าเดิม สำหรับ Thai Amaranth เอง เราอยากทำให้ตรงนี้เป็นแพลตฟอร์มที่เกิดการทำงาน พัฒนา และออกแบบสินค้าต่าง ๆ ร่วมกัน อยากให้สิ่งนี้สามารถอยู่ยงคงกระพันไปเรื่อย ๆ และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันความยั่งยืนของพืชตัวนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสามารถอยู่ได้ต่อไป”
“หลายคนอาจมองว่า สถานการณ์แบบนี้เราคงต้องทำงานหนัก และกดดันขึ้นหนะสิ แต่สำหรับแก้ม และ VSC แล้ว พวกเราทำงานสนุกมากขึ้นนะคะ ตรงนี้เลยอยากขอบคุณทีมงานทุกคนทั้งหน้าบ้าน และหลังบ้านที่ต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี ทุกคนทุ่มเท เก่งมาก ๆ และยังรู้สึกสนุกไปพร้อมกันกับแก้มอีก อย่างที่บอกว่าเราเชื่อในสิ่งที่ทำ แล้วเวลาเราทำอะไร เราทำจริง ทำจนมั่นใจว่าสิ่งที่เราพัฒนาออกมาต้องดีต่อลูกค้า และต้องเป็นการทำงานแบบนี้เท่านั้น เราถึงจะภูมิใจ และพูดออกมาได้เต็มปากว่าเราทำสิ่งนี้ สิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ เป้าหมายใหญ่ในเวลานี้ เราไม่ได้มองแค่ว่าบริษัทจะอยู่ได้ไหมแล้ว แต่เรามองไปถึงว่า เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีไปพร้อมกันด้วยได้ เราอยากสร้าง และส่งต่อมรดกของการมีสุขภาพที่ดีให้กับคน อยากช่วยเหลือคน สังคม โลก อยากสานต่อสิ่งนี้ให้ดำเนินต่อไปและทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ (ยิ้ม)”

นอกจากจะเป็นซูเปอร์ฟู้ดดาวรุ่งที่ต่อยอดเป็นสารพัดผลิตภัณฑ์ได้แล้ว “Thai Amaranth” ยังเป็นตัวเลือกอาหารที่ช่วยเติมสารอาหารให้ร่างกายได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกับคนที่หาโปรตีนหรือสารอาหารดี ๆ ยาก พูดง่าย ๆ คือเป็นของดีที่ “กินนิดเดียว แต่ได้ประโยชน์เยอะ” มีความสุข ทั้งกาย ใจ และสุขภาพที่แข็งแรงไปพร้อม ๆ กัน
ข้อมูลเพิ่มเติม:
– www.thaiamaranth.com
– www.facebook.com/valuesourcing
ภาพถ่าย: สุจิตรา นาคะศิริกุล, Thai Amaranth


