การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศโลก (United Nations Climate Change Conference) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า COP30 ผ่านพ้นมาสักพักใหญ่แล้ว ทว่าขณะเดียวกันปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยก็เผชิญปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นมากมายอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั่นเอง ถึงแม้ว่าผลสรุปโดยรวมจากการประชุมครั้งนี้อาจดูน่าผิดหวังไปสักหน่อย แต่ถ้ามองย้อนกลับมาโฟกัสเฉพาะส่วนประเทศไทยของเราแผนปฏิบัติการปกป้องโลกนี้ก็ดูมีความก้าวหน้าและมีทิศทางเชิงบวกที่ดีที่เดียว

ข้อเสนอของไทยกับการรับมือวิกฤติ
สำหรับการประชุมรัฐภาคี COP30 ครั้งนี้ประเทศไทยได้นำเสนอประเด็น 3 เรื่องอันมีสาระสำคัญเกี่ยวเนื่องกับการกำหนดกรอบปฏิบัติการ วางแผนดำเนินการ ตลอดจนวางเป้าหมายความสำเร็จไว้ดังนี้

  1. ตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 47 ภายในปี พ.ศ. 2573 (2030): ประเทศไทยตั้งเป้าว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเกือบครึ่งจากระดับในปี พ.ศ. 2562 (2019) หรือคิดเป็นปริมาณ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (หน่วยของก๊าซเรือนกระจก) ตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contribution) ฉบับที่ 3.0 (NDC 3.0) ในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายของโลกภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่จำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมถึงสนับสนุนให้เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (2050) ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและแนวทางของกรอบอนุสัญญา UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change)
  2. การเดินหน้ากฎหมายโลกร้อนฉบับแรกของประเทศ: ขณะนี้ไทยกำลังผลักดันกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังมีเป้าหมายสำคัญในการจัดตั้งกองทุนสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนกำหนดอัตราราคาคาร์บอน โดยเฉพาะกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่ส่งผลต่อภาษีคาร์บอน เป็นต้น เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานและกฎหมายของประเทศในการให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
  3. ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านผ่านเวที TCAC: ประเทศไทยใช้เวทีการประชุมภาคีขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย (Thailand Climate Action Conference: TCAC) ให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการทำงานในประเทศในด้านนี้ และคาดหวังว่าผลลัพธ์จาก COP30 จะช่วยเร่งให้ “ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่าน” เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคีตลอดจนหน่วยงานทุกภาคส่วนในการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน

เป้าหมายใหม่ที่ยกระดับนโยบายให้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ (Nationally Determined Contributions หรือ NDCs) ถือเป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงปารีสและการบรรลุเป้าหมายระยะยาว ซึ่ง NDCs จะสะท้อนถึงความพยายามของแต่ละประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ สำหรับของไทยแผนฯ ฉบับที่ 3.0 ได้ถูกปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยสาระสำคัญสำหรับแผนฯ ฉบับปรับปรุงใหม่นี้ก็คือการยกระดับความสำเร็จด้วยการปรับเป้าหมายในเรื่อง Net Zero ให้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

จากเดิมที่วางเป้าหมายไว้ที่ปี พ.ศ. 2608 (2065) ประเทศไทยแสดงเจตจำนงในการตั้งเป้าหมายใหม่ด้วยการขยับเวลาให้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมถึง 15 ปี มาเป็นเป้าหมายในปี พ.ศ. 2593 (2050) แทน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทยในการเห็นความสำคัญของวิกฤตโลกร้อนอย่างจริงจังและยินดีร่วมมือแก้ไขปัญหานี้ตลอดจนมุ่งมั่นร่วมมือกันเพื่อทำให้โลกใบนี้มีทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งให้เกิดการดำเนินการรวดเร็วยิ่งขึ้นก็คือการเผชิญกับปัญหามากมายที่ส่งผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง ตั้งแต่ปัญหาภัยธรรมชาติไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การตระหนักในปัญหาและต้องเร่งแก้ปัญหาก่อนจะสายเกินแก้ นอกจากไทยแล้วก็ยังมีประเทศเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคอาเซียนที่น่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเช่นกันซึ่งประเทศเหล่านี้ตั้งแต่ เวียดนาม, กัมพูชา, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และ บรูไน ก็ร่วมผนึกกำลังและปรับเป้าหมายใหม่ให้เร็วกว่าเดิมมาเป็นปี 2050 ด้วยเช่นกัน

ขับเคลื่อนภายใต้ความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ
นอกจากไทยจะตอกย้ำว่าการกำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจนตามเป้าหมายการเสริมความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) นั้นเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงการร่วมมือและลงมืออย่างจริงจังเป็นรูปธรรมของทุกชาติด้วยเช่นกัน เพราะในเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรืองที่เกิดขึ้นเฉพาะเขตแดนของใคร แต่มันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนทั่วโลกโดยไม่แบ่งแยกดภูมิภาคและเชื้อชาติเลย

อีกหัวใจสำคัญที่ประเทศไทยยกขึ้นมาเป็นหลักการดำเนินงานนั้นก็คือ “ความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ” ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่เกิดทุจริต สามารถตรวจสอบได้ และข้อมูลรวมถึงการกระทำทุกอย่างต้องน่าเชื่อถือ ทั้งนี้มันคือแผนปฏิบัติการร่วมกันในการแก้ไขวิกฤติที่ไม่สามารถหลับตาข้างเดียวหรือใช้อำนาจเงินจัดการได้ ความจริงและการตั้งใจเท่านั้นที่จะเป็นกุญแจสำคัญให้แก้ปัญหาได้สำเร็จ นอกจากนี้ไทยยังได้แสดงวิสัยทัศน์ในระดับสากลที่น่าสนใจถึงการวางเป้าหมายในการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนอีกด้วย เราคงต้องเฝ้าดูการก้าวเดินต่อไปครั้งนี้และร่วมมือทำให้แผนนี้สำเร็จร่วมกัน

สำหรับการประชุมรัฐภาคี (Conference of the Parties) ครั้งที่ 30 หรือ COP30 โดยองค์การสหประชาชาติว่าด้วยวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (United Nations Climate Change Conference) ภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) นี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 พ.ย. 2568 (2025) ณ เมืองเบเล็ง (Belém) ประเทศบลาซิล มีประเทศเข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ และยังถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของการกำเนิดข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ถือเป็นข้อตกลงร่วมครั้งแรกของทุกประเทศทั่วโลกในการวางเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของตนเองตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกภายใต้กรอบเดียวกัน

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
COP30: cop30.br, www.facebook.com/cop30noBrasil
United Nation Climate Change: unfccc.int, www.facebook.com/UNclimatechange
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม: www.dcce.go.th, www.facebook.com/dcceth

ที่มาข้อมูล:
– www.sdgmove.com
– www.dcce.go.th
– th.gb-planet.com
– unfccc.int

ภาพถ่าย: COP30 Brazil, The New York Times