ภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเป็นวิกฤตรุนแรงต่อโลกมากขึ้นเรื่อย เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้เด็กและเยาวชนซึ่งได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้โดยตรงเช่นกันก็เริ่มหันมาสนใจประเด็นนี้กันมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาเริ่มออกมาแสดงพลัง เป็นกระบอกเสียง ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนเพื่อกู้วิฤตและมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงให้โลกนี้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะโลกใบนี้ก็คืออนาคตของพวกเขาด้วยเช่นกัน

อนาคตของชาติกับการห่วงใยอนาคตของโลก
ข้อมูลหลายแหล่งที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นโลกร้อนพบว่าเมืองไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยดัชนี Global Climate Risk Index ปี 2568 จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่การวิเคราะห์ของยูนิเซฟ (UNICEF) ในปี 2564 จัดไทยอยู่อันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศที่เด็กเผชิญความเสี่ยงสูงสุด นอกจากนี้ รายงาน Over the Tipping Point ปี 2566 ของยูนิเซฟยังระบุว่า เด็กกว่า 10.8 ล้านคนในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการเผชิญอุทกภัยไปจนถึงภัยแล้งอันร้ายแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลบนหน้ากระดาษเท่านั้นแต่มันเริ่มกลายเป็นหายนะที่เกิดขึ้นจริง และเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

จากการศึกษาข้อมูลจนได้สถิติน่ากุมขมับเหล่านี้เลยกลายเป็นที่ไปที่มาของการหลอมรวมเยาวชนเพื่อร่วมกันลุกขึ้นมาปกป้องอนาคตของตนเองและอยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปในทางที่ดีขึ้น หลักการและแนวคิดที่ดีนี้ทำให้เกิดการสร้างสรรค์แคมเปญ #CountMeIn ภายใต้แนวความคิด “เสียงของเด็ก พลังของเด็ก” ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศหันมาเป็นกระบอกเสียงร่วมขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนทำให้สังคมเห็นว่าทุกเสียงและการลงมือทำของเด็กและเยาวชนล้วนมีความหมายต่อโลกเช่นกัน

การส่งเสียงจากแคมเปญ #CountMeIn นี้นอกจากจะชวนทุกคนให้หันมาตระหนักปัญหาโลกร้อนมากขึ้นแล้วก็ยังเป็นเครื่องมือช่วยเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหันมาใส่ใจในการแก้ไขปัญหานี้ให้จริงจังมากขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านั้นแคมเปญนี้ยังเป็นเสมือนการสะกิดและส่งเสียงถึงผู้ใหญ่ทุกคนว่าให้เปิดใจและรับฟังเสียงของเด็กให้มากขึ้น รวมถึงเห็นความสำคัญของอนาคตของชาติและส่งเสริมให้พวกเขาเหล่านี้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ เพราะโลกใบนี้เป็นของทุกคน และนี่ก็คืออนาคตของพวกเขาเช่นกัน

เสียงจากเด็ก
ทุกเสียงมีความหมายต่อโลก เสียงของเด็กก็เช่นกัน จากการรณรงค์ผ่านแคมเปญสู่การประชุมหารือเพื่อต่อยอดกลายมาเป็นการปฏิบัติจริง การขับเคลื่อนครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการชวนเด็กมานั่งคุยกับผู้ใหญ่อย่างจริงจังผ่านการประชุมของตัวแทนเด็กและเยาวชนจาก 97 เครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศ ร่วมกับองค์กรยูนิเซฟและกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เพื่อร่วมหาทางออกในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงประเด็นที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ จนนำมาสู่ข้อเสนอในการหาทางออกร่วมกันดังนี้

ข้อเรียกร้องเร่งด่วนเพื่อปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ

  1. ระบบสาธารณสุขที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ความร้อนจัด มลพิษ PM2.5 โรคไข้เลือดออก และผลกระทบทางจิตใจจากภัยพิบัติ
  2. การศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ การเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการของเสีย
  3. เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
  4. การจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและครอบคลุมทุกกลุ่ม มีระบบเตือนภัยที่ทั่วถึงและมาตรการอพยพที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก
  5. ความมั่นคงด้านน้ำสำหรับทุกคน ผ่านการปกป้องลุ่มน้ำ การควบคุมมลพิษ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ
  6. การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น การจัดเก็บภาษีพลาสติกระดับประเทศ และสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่แปรรูปของเสียให้เกิดมูลค่า

ข้อเรียกร้องเหล่านี้อาจดูจริงจังและเป็นเชิงนโยบายสวยหรู ทว่าหากมันถูกพลักดันเพื่อนำไปใช้อย่างจริงจังรับรองว่าจะเกิดผลดีและเกิดประโยชน์ต่อโลกเราอย่างแน่นอน อีกอย่างการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้นก็ถือเป็นการปูพื้นฐานที่ดีในการเตรียมรับมือวิกฤตนี้ในอนาคตด้วย

นอกจากด้านเนื้อหาแล้วก็ยังมีแนวทางปฏิบัติการเพื่อให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นด้วย โดยกลุ่มเยาวชนเสนอให้มีการจัดตั้ง เครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค ตลอดจน กองทุนเยาวชนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ เพื่อให้เด็กได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้อย่างจริงจังและดีต่อเด็กรวมถึงดีต่อโลกในระยะยาว แล้วอีกหนึ่งการขับเคลื่อนที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือการร่วมมือกับทางกระทรงศึกษาธิการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพันธมิตรอื่น ๆ ร่วมกันผลักดัน “การศึกษาเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศ (Climate Smart Education)” ให้เป็นหลักสูตรพื้นฐานเพื่อสอนในโรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งยังเป็นการปูพื้นฐานเด็กให้เข้าใจและเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ทัน

รับฟัง ลงมือทำ และร่วมรับมือกับโลกรวนไปพร้อมกัน … ใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวตลอดจนร่วมขับเคลื่อน #CountMeIn กันได้ หรือต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปได้ที่ www.unicef.org/thailand/th/campaigns/countmein หรือ www.facebook.com/unicefthailand

ที่มาข้อมูลและภาพ: ยูนิเซฟ ประเทศไทย (UNICEF Thailand)