ข่าวการพยายามหาพื้นที่ใหม่ ๆ แม้กระทั่งการเตรียมกฎหมายอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าตั้งโรงงานกำจัดขยะ บอกให้เห็นความจริงที่ไม่อยากให้เป็นเรื่องจริงว่า วันนี้บ่อขยะบ้านเราไม่พอรองรับขยะอีกต่อไป แต่จะดีกว่าไหม หากเรามีกฎหมายที่เข้ามาช่วยจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง และสามารถบังคับใช้ได้จริง?

สำหรับหลายคน ถุงขยะที่ถูกทิ้งลงในถังหน้าบ้าน คือจุดสิ้นสุดของขยะชิ้นนั้น แต่ในความเป็นจริง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่ปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าที่คิด เพราะการทิ้งขยะแบบเทรวม ที่ทั้งขวดพลาสติก ซองขนม เศษอาหาร ไปจนถึงถ่านไฟฉาย มัดรวมอยู่ในถุงเดียว ปลายทางคือบ่อขยะที่ทับถมจนกลายเป็นภูเขาเลากา แทนที่จะเดินทางไปยังโรงงานรีไซเคิล

ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2568 บอกว่า แต่ละปีคนไทยเราสร้างขยะมูลฝอยกันสูงถึง 27.76 ล้านตัน และขยะมากกว่าครึ่งหนึ่งจบชีวิตที่บ่อขยะปลายทาง การทะลักเข้ามาของขยะวันละหลายหมื่นตันที่ไม่ทันต่อการจัดการ กลายเป็น “ภูเขาขยะ” ที่มีมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ

ไส้ในของภูเขาขยะ
เพราะมากกว่า 80% ของบ่อขยะบ้านเรายังไม่มีระบบจัดการที่ถูกต้อง ความน่ากลัวของภูเขาขยะจึงไม่ใช่แค่ภาพที่ไม่น่ามอง แต่สิ่งที่อัดแน่นปนกันอยู่ในภูเขาขยะลูกใหญ่นั่นต่างหาก ที่จำแนกออกมาแล้วจะพบตัวเลขที่ชวนหวั่นใจ

  • ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง มีมากถึง 2.94 ล้านตันในปี 2568 แต่เราเอากลับมาใช้ประโยชน์ได้แค่ 0.74 ล้านตัน ที่เหลืออีก 2.2 ล้านตัน กลายเป็นขยะที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม และเป็นฐานที่หนักแน่นของภูเขาขยะ
  • ขยะอาหารที่กลายเป็นก๊าซพิษ เศษอาหารคิดเป็น 1 ใน 3 ของขยะทั้งหมด (ประมาณ 9.26 ล้านตัน) เมื่อทับถมในกองขยะและหมักหมมจนส่งกลิ่นเหม็น เกิดเป็นก๊าซมีเทนที่ทำให้โลกร้อนขึ้น แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ ปล่อยควันพิษและฝุ่น PM2.5 ลอยกลับมาหาชุมชน
  • น้ำขยะซึมลงดิน เมื่อฝนตกชะกองขยะเน่าเสีย น้ำหมักขยะที่เต็มไปด้วยโลหะหนักจะซึมลงชั้นน้ำบาดาลและไหลลงแม่น้ำโดยไม่มีระบบบำบัดคอยกั้น
  • ขยะอันตรายที่หายไปกับกองขยะ ของเสียอันตรายจำพวกถ่านไฟฉาย หลอดไฟ หรือซากอิเล็กทรอนิกส์ กว่า 1 ล้านตัน ได้รับการจัดการอย่างถูกต้องแค่ราว 3.3 หมื่นตันเท่านั้น เท่ากับ 96% ที่เหลือถูกทิ้งปะปนมาในกองขยะทั่วไป และปล่อยสารเคมีสะสมในธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูเขาขยะไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของผู้คนแค่อย่างเดียว สิ่งที่ขาดไปคือโครงสร้างระบบและกฎหมายจัดการขยะต้นทาง ซึ่งหลายประเทศที่เคยผ่านวิกฤตินี้ทลายภูเขาขยะลงได้ด้วยกฎหมายที่ถูกบังคับใช้จริงจัง

กฎหมาย Jongnyangje ใครทิ้งเทรวม รถไม่เก็บ
ในอดีต “เกาะนันจิโด” คือบ่อขยะเทรวมขนาด 140 ไร่ที่สูงถึง 90 เมตร ส่งกลิ่นเหม็นไปไกลหลายกิโลเมตร จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 1995 เมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้ผ่านกฎหมาย Jongnyangje (Pay-as-you-throw) บังคับให้ทุกครัวเรือนต้องซื้อถุงขยะเฉพาะของเทศบาลที่มีการรวม “ภาษีการกำจัดขยะ” ไว้ในราคาถุง หากทิ้งขยะเทรวมใส่ถุงปกติ รถขยะจะไม่เก็บและมีโทษปรับสูง

ขณะเดียวกัน รัฐได้ออกกฎหมายห้ามนำเศษอาหารไปกลบฝังโดยเด็ดขาด บังคับให้แยกเศษอาหารใส่ถุงสีเหลืองที่กำหนด เพื่อนำไปทำปุ๋ยและไบโอแก๊ส ผลลัพธ์คือเกาหลีใต้สามารถลดปริมาณขยะกลบฝังจากมากกว่า 80% เหลือไม่ถึง 10% ในปัจจุบัน ส่วนเกาะนันจิโดก็ถูกบำบัดก๊าซใต้ดินและซ้อนทับด้วยดินสะอาดจนกลายเป็น “World Cup Park” สวนสาธารณะขนาดใหญ่ของกรุงโซลไปแล้ว

ระบบมัดจำคืนเงินที่เปลี่ยนภูเขาขยะในมิวนิกเป็นสวนพลังงานสะอาด
ย้อนกลับไปในยุค 70s–80s เมืองมิวนิกและอีกหลายเมืองในเยอรมนีเคยมีภูเขาขยะยักษ์ ที่ทุกอย่างถูกเทกองไว้ที่ “Fröttmaninger Müllberg” ขยะเน่าเสียถูกหมักหมมจนปลดปล่อยก๊าซมีเทนและเกิดไฟไหม้กองขยะเป็นประจำ และยังมีบ่อฝังกลบขยะเทรวมนับพันแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

แต่ปัจจุบัน ภูเขาขยะลูกดังกล่าวกลายมาเป็นจุดชมวิวและสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้มาจากการออกกฎหมายห้ามฝังกลบขยะที่ไม่ผ่านการบำบัด ร่วมกับออกกฎหมายบรรจุภัณฑ์ บังคับใช้ระบบ Deposit-Return Scheme หรือ Pfand ที่ กำหนดให้ผู้ผลิตต้องบวกเงินมัดจำลงในราคาเครื่องดื่ม และกฎหมายยังบังคับให้ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าที่มีพื้นที่เกินกำหนด ต้องติดตั้งตู้รับคืนขวดอัตโนมัติ เพื่อคืนเงินสดหรือคูปองส่วนลดทันทีที่ประชาชนนำบรรจุภัณฑ์มาหยอด

แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์นี้ ทำให้เยอรมนีมีอัตราการดึงขวด PET และกระป๋องกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลสูงถึง 98% ส่วนภูเขาขยะเจ้าปัญหายังได้มีการติดตั้งกันหังลมผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่บนยอดเขา Fröttmaninger Berg ด้วย

มาตรการขั้นสุดของสิงคโปร์ ถมทะเลสร้างเกาะใหม่ด้วยขี้เถ้าเผาขยะ
สิงคโปร์ในอดีตเคยเผชิญวิกฤตขยะล้นบ่อฝังกลบบนเกาะหลักอย่าง Lorong Halus จนพื้นที่บนบกไม่เหลือให้ทิ้งขยะอีกต่อไป ด้วยพื้นที่อันจำกัด สิงคโปร์จึงนำขี้เถ้าจากโรงงานเผาขยะไปถมทะเลเชื่อมสองเกาะเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็น “เกาะเซมาเกา” (Semakau Landfill) เกาะขี้เถ้าขยะกลางทะเลที่ปูแผ่นกันซึมเพื่อป้องกันน้ำเสียรั่วไหล ก่อนปกคลุมด้วยชั้นดินและกลายเป็นบ้านของป่าชายเลน หญ้าทะเล รวมถึงแนวปะการังที่สวยงาม จนถูกขนานนามว่าเป็น “Garbage of Eden” หรือแดนสวรรค์บนกองขยะ และเปิดให้คนมาเที่ยวชมธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ภาพความงดงามนี้ก็มีวันหมดอายุ เพราะแม้จะใช้เทคโนโลยีในการกั้นมลพิษ และย่อยขยะให้เหลือเพียงขี้เถ้าแล้วก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ก็พบความจริงว่า เกาะเซมาเกาก็กำลังจะเต็มก่อนปี 2035 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ สิ่งนี้พิสูจน์ว่า แม้จะมีเทคโนโลยีการจัดการปลายทางที่ดีที่สุด ก็ไม่อาจเอาชนะปริมาณขยะที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่สิ้นสุดได้

สิงคโปร์จึงหันมาบังคับใช้กฎหมาย Resource Sustainability Act เพื่อบีบให้ภาคอุตสาหกรรมลดและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ตั้งแต่ต้นทาง เพราะต่อให้เนรมิตบ่อขยะปลายทางให้กลายเป็นสวรรค์ได้ แต่พื้นที่สำหรับทิ้งขยะก็มีวันหมดไปอยู่ดี

พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) ความหวังในการทลายภูเขาขยะของบ้านเรา
บทเรียนจากสามประเทศนี้ ชี้ให้เห็นว่าการทลายภูเขาขยะไม่อาจสำเร็จได้ด้วยแคมเปญรณรงค์ขอความร่วมมือ แต่ต้องอาศัยโครงสร้างทางกฎหมายที่ชัดเจน ในร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) ได้นำเสนอลำดับชั้นการจัดการขยะ (Waste Hierarchy) เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างขยะของไทย โดยเรียงลำดับความสำคัญอย่างเป็นระบบ และให้มีผลบังคับทางกฎหมาย คือ

  • การป้องกันและลดการสร้าง (Prevent/Reduce): ปรับโครงสร้างไม่ให้เกิดขยะตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตและการบริโภค
  • การใช้ซ้ำและซ่อมแซม (Reuse/Repair): คุ้มครองสิทธิในการซ่อมแซม เพื่อยืดอายุการใช้งานสิ่งของ
  • การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle): แปรรูปวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต
  • การดึงพลังงานกลับคืน (Recovery): นำขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ไปผ่านกระบวนการหมักหรือเผาเป็นพลังงาน
  • การกำจัดเป็นลำดับสุดท้าย (Disposal): การกลบฝังจะทำได้ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการข้างต้นมาทั้งหมดแล้วเท่านั้น

นอกจากนี้ร่างกฎหมายยังบรรจุ “ระบบการคืนเงินมัดจำ (DRS)” วางกลไกมัดจำบรรจุภัณฑ์ เพื่อดึงขวดและกระป๋องอะลูมิเนียมออกจากบ่อฝังกลบ ให้กลับเข้าสู่วงจรการผลิตซ้ำอย่างเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับระบบ Pfand ในเยอรมนี

การทลายภูเขาขยะจึงไม่ใช่การหาพื้นที่กลบฝังแห่งใหม่ แต่เริ่มจากการวางลำดับความสำคัญใหม่ในข้อกฎหมาย เพื่อหยุดยั้งปัญหานี้ตั้งแต่ต้นทางอย่างยั่งยืน

หากเราเชื่อเหมือนกันว่า บ้านเราต้องมีระบบจัดการขยะที่ดีกว่านี้ มาร่วมเป็น 1 ในแสนรายชื่อ เพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) ให้เข้าสู่สภาฯ และสร้างกฎหมายที่จะเปลี่ยนอนาคตสิ่งแวดล้อมไทยด้วยกัน

ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมายได้ที่: thailandce-sign-eta.vercel.app

ศึกษารายละเอียดของ พ.ร.บ. เพิ่มเติมได้ที่: www.thailandcenetwork.org

ที่มาข้อมูล:
– รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2568 | www.pcd.go.th/publication/41030
– www.youtube.com/watch?v=2_hRitrmZcU…
– snap-korean.tistory.com/entry/Where-is-the-Trash-Can-The-Ultimate-Guide-to-South-Korea%E2%80%99s-Smart-Recycling-Culture
– development.asia/case-study/turning-dumpsite-world-cup-eco-park
– www.environmentandsociety.org/exhibitions/ecopolis-munchen/frottmaninger-mullberg
– de.wikipedia.org/wiki/Windkraftanlage_Fr%C3%B6ttmaning
– www.easy-lize.de/en/know-more/packaging-act-germany-verpackg
– cosmo.hackersanddesigners.nl/articles/semakau-landfill-beyond-2035
– www.mse.gov.sg/latest-news/resource-sustainability-act