เรามักได้ยินบ่อย ๆ ถึงความไม่เชื่อมั่นในการแยกขยะว่า “แยกไปทำไม สุดท้ายเขาก็เอาไปเทรวมกันอยู่ดี” แต่หากพูดอย่างไม่เข้าข้างใคร ความจริงวันนี้ก็คือเจ้าหน้าที่เก็บขยะและหน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่ง ก็ได้ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานกันไปบ้าง เช่น ถ้าเราแยกขยะมาตั้งแต่ต้นทาง รถเก็บขยะของกทม. จะมีช่องแยกขยะรอรับต่อ มีการกำหนดวันเก็บขยะชิ้นใหญ่และขยะรีไซเคิลที่ชัดเจน หรือแม้แต่การคัดแยกเพิ่มเติมที่ปลายทาง เพื่อไม่ให้ความตั้งใจของประชาชนต้องสูญเปล่า
แม้ระบบในปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและกำลังคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การคัดแยกเกิดขึ้นจริงแล้วในบ้านเรา
สิ่งที่สำคัญกว่าในเวลานี้จึงไม่น่าจะใช่ข้อสงสัยเดิม ๆ ว่า แยกแล้วเขาเอาไปเทรวมจริงไหม แต่เราต้องช่วยกันยกระดับความตั้งใจนี้ให้กลายเป็น “ระบบมาตรฐาน” ที่ทำงานได้จริง และจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานมาสนับสนุนให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างลื่นไหล เพื่อให้การแยกขยะประสบความสำเร็จได้จริง ๆ

13 หมวดใหญ่ 45 ประเภทย่อย ตัวเลขสุดยิบของเมืองคามิคาซึ
ทุกครั้งที่เราพูดถึงการแยกขยะ ญี่ปุ่นมักเป็นประเทศที่ถูกยกมาเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ แต่ถ้าจะพูดถึงเมืองที่แยกขยะได้ละเอียดสุด ๆ ต้องยกให้คามิคาซึ เมืองเล็ก ๆ ในจังหวัดโทกูชิมะ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบ Zero Waste ของโลก
เมืองนี้ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า เมื่อมีระบบรองรับที่เอื้ออำนวย การจัดการขยะก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้จริง ๆ โดยชาวเมืองคามิคาซึเขาร่วมมือกันคัดแยกขยะอย่างละเอียดยิบถึง 13 หมวดใหญ่ รวม 45 ประเภทย่อย ครอบคลุมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างครบถ้วน โดยแยกออกเป็น
- กระดาษ (9 ประเภท): หนังสือพิมพ์, นิตยสาร/หนังสือ, กระดาษลูกฟูก, กล่องกระดาษทั่วไป, ถุงกระดาษ, กล่องนม/กล่องเครื่องดื่ม, กระดาษถ้วย/ถาดกระดาษ, ซองจดหมาย (ต้องแกะพลาสติกใสออก), และเศษกระดาษอื่น ๆ
- พลาสติกบรรจุภัณฑ์ (6 ประเภท): ขวด PET, ฝาพลาสติก, ฉลากพลาสติก, ถุงและฟิล์มบรรจุภัณฑ์, พลาสติกแข็งบรรจุอาหาร, และบรรจุภัณฑ์โฟม (ทั้งหมดต้องล้างสะอาด)
- พลาสติกอื่น ๆ (2 ประเภท): ของใช้พลาสติกแข็ง (เช่น กะละมัง, ของเล่น) และพลาสติกใส/ของใช้พลาสติกอื่น ๆ
- โลหะ (5 ประเภท): กระป๋องอะลูมิเนียม, กระป๋องเหล็ก, สเปรย์กระป๋อง (ต้องเจาะรูขับก๊าซเพื่อความปลอดภัย), ฝาโลหะ, และเครื่องครัวโลหะ (เช่น หม้อ, กระทะ)
- แก้ว (3 ประเภท): ขวดแก้วใส, ขวดแก้วสีชา, และขวดแก้วสีอื่น ๆ (แยกตามสีเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปหลอมใหม่)
- สิ่งทอและผ้า (2 ประเภท): เสื้อผ้าสภาพดี (เพื่อส่งต่อบริจาค/ขายมือสอง) และผ้าชำรุด/ผืนเก่า (ส่งรีไซเคิลเส้นใย)
- ขยะอันตราย (4 ประเภท): ถ่านไฟฉาย/แบตเตอรี่, หลอดไฟ/หลอดฟลูออเรสเซนต์, เทอร์โมมิเตอร์แบบปรอท, และไฟแช็ก (ต้องใช้ก๊าซจนหมด)
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (2 ประเภท): เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (เช่น โทรศัพท์, ไดร์เป่าผม เพื่อสกัดโลหะมีค่า) และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ตามกฎหมายรีไซเคิล (ตู้เย็น, แอร์, เครื่องซักผ้า)
- ของใช้ในบ้านและของมีคม (3 ประเภท): ของมีคม (เข็ม, ใบมีด ต้องบรรจุกล่องมิดชิดเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน), เครื่องกระจก/เซรามิกที่แตกหัก, และของใช้ในบ้านอื่น ๆ
- ขยะกิ่งไม้และไม้ (2 ประเภท): กิ่งไม้/เศษไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้
- ขยะเผาได้/ขยะอินทรีย์ (3 ประเภท): เศษอาหาร (นำไปทำปุ๋ยอินทรีย์), กรองชา/กาแฟ, และขยะสุขอนามัยส่วนตัว (เช่น ผ้าอ้อม, ผ้าอนามัย)
- ขยะเผาไม่ได้/ขยะขนาดใหญ่ (2 ประเภท): ขยะขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ และขยะชิ้นใหญ่พิเศษ
- ของใช้รับคืนเฉพาะ (2 ประเภท): น้ำมันประกอบอาหารใช้แล้ว (นำไปทำไบโอดีเซล) และตลับหมึกพิมพ์

แยกยิบขนาดนี้ แล้วขยะไปไหนต่อ?
หลายคนอาจสงสัยว่าการแยกละเอียดถึง 45 ประเภทจะมีประโยชน์อะไร? คำตอบคือ ยิ่งแยกละเอียดมากเท่าไร ปลายทางในการรีไซเคิลและการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
อย่างที่คามิคาซึ ขยะที่ชาวเมืองตั้งใจแยกไม่ได้ถูกนำไปรวมที่เตาเผาหรือบ่อฝังกลบทั้งหมด แต่ถูกส่งต่อไปยังปลายทางอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 81%
โดยขยะรีไซเคิลได้ ถูกส่งต่อยังโรงงานแปรรูปเฉพาะทาง แก้วแยกสีช่วยให้หลอมกลับมาเป็นขวดใหม่ได้ 100% พลาสติกที่ล้างสะอาดจะถูกบดเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง เศษอาหารและขยะอินทรีย์ ถูกนำไปทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ใช้ในแปลงเกษตรของชุมชน ส่วนน้ำมันพืชใช้แล้ว ส่งไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล
เสื้อผ้าและของใช้สภาพดี ถูกส่งต่อไปยังร้าน “Kuru-Kuru” หรือร้านแบ่งปันในเมือง ให้ชาวบ้านเข้ามาหยิบไปใช้ต่อได้ฟรี ๆ ส่วนผ้าชำรุดจะถูกส่งรีไซเคิลเป็นเส้นใยอุตสาหกรรม จนเหลือขยะที่รีไซเคิลไม่ได้จริง ๆ เพียงประมาณ 19% เท่านั้นที่ต้องส่งไปเผาทำพลังงาน
และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ เทศบาลและชาวเมืองได้ช่วยกันเปลี่ยนสถานีแยกขยะเดิม ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ Kamikatsu Zero Waste Center ที่สร้างอาคารขึ้นจากวัสดุรีไซเคิลและของมือสองในชุมชน โดยภายในพื้นที่นอกจากจะมีจุดแยกขยะและร้าน Kuru-Kuru แล้ว ยังมี โรงแรม “HOTEL WHY” เปิดให้คนนอกและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาพัก เพื่อได้เรียนรู้วิธีการแยกขยะและวิถีชีวิตแบบ Zero Waste ด้วยประสบการณ์จริง


เมื่อกติกาชัด กฎหมายทำงานได้จริง ขยะทุกชิ้นจึงไม่ถูกทิ้งขว้าง
เบื้องหลังความเป๊ะนี้นอกจากจิตสำนึกของคนญี่ปุ่นที่มีมากอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน ก็ต้องยกความดีให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นที่อออกกฎหมายการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ (Containers and Packaging Recycling Law) ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 กฎหมายฉบับนี้ได้วางโครงสร้างสามประสาน แบ่งหน้าที่ของ 3 ฝ่าย ตั้งแต่ประชาชน หน่วยงานท้องถิ่น และผู้ผลิต เอาไว้ว่า
- ประชาชน: มีหน้าที่คัดแยกทรัพยากร ณ แหล่งกำเนิด ตามคู่มือของท้องถิ่นอย่างถูกต้อง
- หน่วยงานท้องถิ่น: จัดระบบเก็บขนแยกประเภทอย่างเป็นระบบ หากมีการทิ้งขยะไม่ตรงหมวด จะมีสติกเกอร์แจ้งเตือนอย่างละมุนละม่อม เพื่อให้เจ้าของนำกลับไปปรับปรุง
- ผู้ผลิต: รับช่วงต่อด้วยการสนับสนุนค่าธรรมเนียม เพื่อนำบรรจุภัณฑ์ที่ท้องถิ่นรวบรวมได้ กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลในโรงงาน
เมื่อมีกติกาชัดเจน และกฎหมายทำงานได้จริง ชาวเมืองก็ร่วมมือกันอย่างเต็มใจ เพราะพวกเขามั่นใจได้ว่า ขยะซึ่งเป็นทรัพยากรทุกชิ้นที่ตั้งใจแยก ไม่ถูกทิ้งขว้างฟรี ๆ ด้วยท้องถิ่นมีระบบรองรับที่พร้อมจะนำกลับไปหมุนเวียนใช้ประโยชน์จนสุดทาง

พ.ร.บ. CE (ฉบับประชาชน) เชื่อมความตั้งใจของนักแยกขยะสู่ระบบของเมือง
มาถึงตรงนี้ก็แอบถอนใจเฮือกใหญ่ ว่าบ้านเราจะเกิดภาพการแยกขยะกันจริงจังได้อย่างไร หากยังคงปล่อยให้ประชาชนแยกขยะด้วยใจรักเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีกฎหมายเข้ามารองรับความตั้งใจดีนี้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมี พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) หรือ พ.ร.บ. CE ที่ออกแบบมาเพื่อเซ็ตระบบ 3 ประสาน แบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นทำสำเร็จมาแล้ว โดยมี 3 กลไกสำคัญเพื่อปลดล็อกเรื่องนี้ อยู่ในร่าง พ.ร.บ. CE ซึ่งกำลังขับเคลื่อนอยู่
- ส่งเสริมบทบาท อปท. ให้เป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากร: ยกระดับบทบาทของ อปท. (องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) จากเดิมที่เป็นเพียง “คนเก็บขยะไปฝังกลบ” ให้เป็น “ผู้บริหารจัดการทรัพยากร” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการสนับสนุนงบประมาณและกำหนดแนวทางให้ อปท. จัดทำโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น การจัดหารถเก็บขนขยะแยกประเภท การกำหนดวันเก็บขยะชิ้นใหญ่และขยะแต่ละประเภทที่ชัดเจน และการจัดตั้งจุดรับคืนทรัพยากรรีไซเคิลที่สะดวกในชุมชน
- ใช้หลักการ EPR ดึงผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์: ดึงภาคธุรกิจและผู้ผลิตเข้ามาร่วมรับผิดชอบตั้งแต่ต้นทางตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) กำหนดให้ผู้ผลิตต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น และสนับสนุนค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ อปท. มีงบประมาณหมุนเวียนในการคัดแยกและส่งต่อทรัพยากรกลับเข้าสู่โรงงานรีไซเคิล ไม่ปล่อยให้ภาระงบประมาณตกอยู่กับท้องถิ่นและภาษีประชาชนเพียงฝ่ายเดียว
- สนับสนุนการจัดการขยะ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นธรรม: กำหนดแนวทางร่วมกันระหว่าง อปท. และประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ อปท. ออกกติกากิจกรรมรับคืนทรัพยากร ระบบถุงหรือถังขยะที่ระบุประเภทชัดเจน พร้อมทั้งสร้าง กลไกสร้างแรงจูงใจ เช่น การลดค่าธรรมเนียมขยะรายเดือนให้กับครัวเรือนที่ร่วมมือคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอ หรือระบบมัดจำคืนเงิน (DRS) เพื่อให้บรรจุภัณฑ์มีมูลค่ากลับคืนสู่คนทิ้ง
เมื่อท้องถิ่นมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ผู้ผลิตช่วยสนับสนุนงบประมาณ และประชาชนได้รับสิ่งตอบแทนเป็นแรงใจ ระบบการจัดการขยะของไทยก็จะเป็นเรื่องของความร่วมมือที่ทุกคนยิ้มได้
มาร่วมกันลงชื่อให้ครบ 100,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (ฉบับประชาชน) คืนความหวังให้คนแยกขยะ และร่วมกันสร้างระบบสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศไทยไปด้วยกันได้ที่ thailandce-sign-eta.vercel.app
อ่านรายละเอียดของร่างกฎหมายเพิ่มเติมได้ทาง www.thailandcenetwork.org
ที่มาข้อมูล:
– zwtk.jp/en
– why-kamikatsu.jp/en
– www.env.go.jp/en/recycle/smr/laws/c_p.html
– www.thailandcenetwork.org


